นักแสดงรุ่นใหญ่ของไต้หวัน (จีน) หวัง เยว่ วัย 60 ปี ผู้เคยฝากผลงานประทับใจในบทแม่ของซานไช่จากซีรีส์ดัง รักใสใสหัวใจสี่ดวง เพิ่งเผชิญเหตุการณ์เฉียดความเป็นความตายอย่างกะทันหัน สร้างความตกใจให้กับสาธารณชนอย่างมาก หลังจากหายไปจากโซเชียลมีเดียนานกว่าหนึ่งเดือน ในคืนวันที่ 29/12 ที่ผ่านมา เธอได้ออกมาเปิดเผยถึงอาการป่วยของตนเองเป็นครั้งแรก

ในโพสต์ดังกล่าว หวัง เยว่ เขียนสั้น ๆ แต่ชวนสะเทือนใจว่า
ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ฉันป่วยหนักมาก สำหรับฉัน นั่นเป็นช่วงเวลาที่แสนยากลำบาก
ตามคำบอกเล่าของนักแสดงหญิง เมื่อวันที่ 26/11 เธอเกิดหมดสติและโคม่าที่บ้าน ก่อนถูกนำส่งโรงพยาบาลในอาการวิกฤต แพทย์จำเป็นต้องผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะอย่างเร่งด่วนเพื่อเอาก้อนเลือดคั่งในสมองออก

ในเวลานั้น สถานการณ์ถูกอธิบายว่า “แขวนอยู่บนเส้นด้าย” ลูกชายของเธอต้องเซ็นเอกสารยินยอมไม่ทำการยื้อชีวิตในกรณีเลวร้ายที่สุด ส่วนลูกสาวที่อยู่ต่างประเทศก็รีบบินกลับไทเป (ไต้หวัน จีน) ทันที การผ่าตัดผ่านไปด้วยดี แต่หวัง เยว่ ต้องนอนโคม่าในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) นานถึง 5 วันก่อนจะฟื้น และเพิ่งย้ายออกจาก ICU มาอยู่หอผู้ป่วยทั่วไปในวันที่ 3 ของเดือนนี้

หลังจากเริ่มรู้สึกตัวดีขึ้น เธอจึงทราบว่า ในระหว่างการผ่าตัด แพทย์ได้ถอดกระดูกกะโหลกบางส่วนออกชั่วคราว ทำให้การหายใจในแต่ละวันเป็นไปอย่างยากลำบาก แพทย์อธิบายว่า เนื่องจากสมองไม่ได้รับการปกป้องจากกะโหลกอย่างสมบูรณ์ จึงได้รับผลกระทบจากความดันอากาศโดยตรง ส่งผลให้รู้สึกเหนื่อยและหายใจลำบาก อาการนี้จะดีขึ้นอย่างชัดเจนก็ต่อเมื่อมีการผ่าตัดใส่กะโหลกกลับคืน
หลังผ่านเส้นแบ่งระหว่างความเป็นความตาย หวัง เยว่ ได้ตกผลึกความคิดว่า
ปาฏิหาริย์ไม่ใช่การไม่บาดเจ็บเลย แต่คือบาดแผลที่เบากว่าที่เราคิดไว้
เธอยอมรับว่า หลังเหตุการณ์นี้ เธอเห็นคุณค่าของชีวิตมากขึ้น และรู้สึกเหมือนได้ “เกิดใหม่อีกครั้ง” อย่างไรก็ตาม นักแสดงหญิงก็ไม่ปิดบังความกังวล โดยเผยว่า ภายในสัปดาห์นี้เธอจะต้องเข้ารับการผ่าตัดฟื้นฟูกะโหลกศีรษะอีกครั้ง จิตใจจึงแปรปรวนอยู่บ่อยครั้ง ถึงขั้นร้องไห้ เพราะไม่แน่ใจว่าตนจะโชคดีได้อีกครั้งหรือไม่
ฤดูหนาว ควรหลีกเลี่ยง 3 พฤติกรรมนี้ เพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง (สโตรก)
ฤดูหนาวไม่เพียงนำมาซึ่งความอ่อนล้าและเฉื่อยชา แต่ยังเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองสูง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ วัยกลางคน และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจหรือความดันโลหิตสูง งานวิจัยจำนวนมากชี้ว่า อุณหภูมิต่ำทำให้หลอดเลือดหดตัว ความดันโลหิตสูงขึ้น เลือดข้นขึ้น ส่งผลให้เสี่ยงต่อการอุดตันหรือแตกของหลอดเลือดในสมองมากขึ้น ที่น่ากังวลคือ พฤติกรรมในชีวิตประจำวันบางอย่างในฤดูหนาวกลับยิ่งเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว
อาบน้ำเย็นจัดหรืออาบน้ำดึก: เมื่อร่างกายอบอุ่น การสัมผัสน้ำเย็นอย่างฉับพลันจะทำให้หลอดเลือดหดตัวอย่างรุนแรง ความดันโลหิตพุ่งสูงในเวลาอันสั้น และอาจกระตุ้นให้เกิดสโตรกได้
นอนดึก พักผ่อนไม่เพียงพอเป็นเวลานาน: ฤดูหนาวทำให้หลายคนนอนดึก ตื่นสาย ส่งผลให้จังหวะชีวภาพรวน กระทบต่อความดันโลหิตและการเต้นของหัวใจ
ดื่มแอลกอฮอล์เพื่อ “คลายหนาว”: แอลกอฮอล์ให้ความรู้สึกอบอุ่นเพียงชั่วคราว แต่แท้จริงทำให้หลอดเลือดขยาย จากนั้นร่างกายจะสูญเสียความร้อนเร็วขึ้น และทำให้ความดันโลหิตผันผวนอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอันตรายในผู้ที่มีประวัติโรคหัวใจ
นอกจากนี้ การไม่ค่อยออกกำลังกาย การกินเค็ม หรือกินอาหารไขมันสูงในฤดูหนาว ยังทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดเพิ่มขึ้น เร่งการเกิดภาวะหลอดเลือดแข็งตัว อีกพฤติกรรมหนึ่งที่มักถูกมองข้ามคือ การออกไปเผชิญอากาศหนาวจัดในตอนเช้าตรู่ทันทีหลังตื่นนอน ขณะที่ความดันโลหิตยังไม่คงที่
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า เพื่อลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองในฤดูหนาว ควรหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างฉับพลัน จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ รักษาการนอนหลับให้สม่ำเสมอ รับประทานอาหารอย่างเหมาะสม และออกกำลังกายเบา ๆ เป็นประจำ สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้ ล้วนมีความหมายอย่างยิ่งต่อการปกป้องสมองและหัวใจในช่วงอากาศหนาวเย็น
ที่มา soha