ยังไม่แผ่ว! กัมพูชา กล่าวหา ไทย ขอประชาคมโลกช่วยจับตา
ข่าวต่างประเทศ

ยังไม่แผ่ว! กัมพูชา กล่าวหา ไทย ขอประชาคมโลกช่วยจับตา

วันที่ 3 ม.ค. 2569 เว็บไซต์ Khmer Times ของกัมพูชา ได้มีการรายงานว่า กระทรวงการต่างประเทศและสหปฏิบัติการนานาชาติแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา (Ministry of Foreign Affairs and International Cooperation) ออกแถลงการณ์ยื่นประท้วงต่อการกระทำของทหารไทย ซึ่งอ้างว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศและสาธารณชนทั่วโลกจับตาสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

แถลงการณ์อ้างว่า หลังจากข้อตกลงหยุดยิงซึ่งลงนามในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 มีผลบังคับใช้ กองกำลังทหารไทยยังคงดำเนินการเชิงรุกในหลายพื้นที่ตามแนวชายแดน โดยบางพื้นที่อยู่ล้ำเข้าไปในดินแดนของกัมพูชาอย่างชัดเจน และบางแห่งอยู่เกินกว่าเส้นเขตแดนที่ฝ่ายไทยอ้างอิง

แถลงการณ์อ้างอีกว่า ระหว่างวันที่ 7 - 27 ธันวาคม 2568 กองกำลังทหารไทยได้ดำเนินปฏิบัติการทางทหารเต็มรูปแบบอย่างเป็นระบบและประสานกันในหลายภาคส่วนของเส้นเขตแดนที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ มีการบุกเข้าไปยึดครอง และควบคุมพื้นที่ซึ่งตั้งอยู่ภายในดินแดนของกัมพูชาอย่างไม่อาจโต้แย้งได้ ใน 4 จังหวัด ได้แก่

จังหวัดบันเตียนเมียนเจย : หมู่บ้านเปรยจัน หมู่บ้านโจกเจย และหมู่บ้านบึงตระกวน

จังหวัดโพธิสัตว์ : พื้นที่พลึกดมเรย และบริเวณจุดผ่านแดนนานาชาติทมอดา (โจกเจยจมนัส)

จังหวัดพระวิหาร : พื้นที่อานเซะ ตาทวาย และพนมทรัพย์

จังหวัดอุดรมีชัย : พื้นที่โอเสม็ด วัดคนาร์ วัดตากระเบย วัดตาเมือนธม พื้นที่เบ๊าะองกล และพื้นที่จกเกรา

รัฐบาลกัมพูชาระบุว่า ได้ยื่นหนังสือประท้วงอย่างรุนแรงที่สุดต่อรัฐบาลไทย ต่อการคงอยู่ของกำลังทหาร การยึดครอง และปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ดังกล่าว พร้อมชี้ว่าการกระทำเหล่านี้ฝ่าฝืนแถลงการณ์ร่วมของ GBC เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งห้ามการยั่วยุและห้ามการใช้กำลังทุกรูปแบบต่อพลเรือนและวัตถุพลเรือน

แถลงการณ์ยังกล่าวหาว่า กองกำลังทหารไทยได้เร่งรื้อถอนบ้านเรือนและโครงสร้างพลเรือน รวมถึงโครงสร้างทางวัฒนธรรมของกัมพูชา โดยเฉพาะในหมู่บ้านเปรยจัน โจกเจย และบึงตระกวน จังหวัดบันเตียนเมียนเจย รวมถึงพื้นที่จุดผ่านแดนนานาชาติทมอดา จังหวัดโพธิสัตว์ ซึ่งมีหลักฐานปรากฏในแผนที่ภาพถ่ายดาวเทียม

กัมพูชาอ้างว่า การยึดครองพื้นที่หลังการหยุดยิง รวมถึงการทำลายบ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน ส่งผลให้ประชาชนกัมพูชาที่พลัดถิ่นจำนวนมากถูกลิดรอนสิทธิในการกลับสู่ถิ่นที่อยู่อาศัยเดิม และถือเป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายมนุษยธรรม และกฎหมายสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง โดยในแถลงการณ์มีการอ้างถึงข้อบทสำคัญของกฎหมายระหว่างประเทศ ได้แก่

มาตรา 2(3) และ 2(4) ของกฎบัตรสหประชาชาติ

มาตรา 53 แห่งอนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 4 ปี 1949

มาตรา 52 แห่งอนุสัญญาเจนีวาฉบับเพิ่มเติม ฉบับที่ 1 ปี 1977

ซึ่งล้วนห้ามการใช้กำลัง การทำลายทรัพย์สินของรัฐหรือเอกชน และการโจมตีวัตถุพลเรือนโดยไม่มีเหตุผลทางทหารที่ชอบด้วยกฎหมาย

กัมพูชาย้ำว่า เส้นเขตแดนระหว่างสองประเทศถูกกำหนดตามแผนที่ภายใต้อนุสัญญาปี 1904 และสนธิสัญญาปี 1907 และมีคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) เป็นกลไกหลักในการปักปันเขตแดน ซึ่งที่ผ่านมาได้มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะตามบันทึกการประชุม JBC สมัยพิเศษ เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568

อย่างไรก็ตาม การรื้อถอนโครงสร้างพลเรือนโดยกองกำลังทหารไทย โดยเฉพาะในช่วงเสาหลักเขตแดนหมายเลข 52–59 และ 42–47 ถูกมองว่าเป็นความพยายามสร้างสถานการณ์บีบบังคับในพื้นที่ ซึ่งอาจบ่อนทำลายกระบวนการปักปันเขตแดนที่กำลังดำเนินอยู่

ในตอนท้าย กัมพูชายังเรียกร้องให้ไทยยุติกิจกรรมทางทหารทั้งหมดทันที ถอนกำลังและยุทโธปกรณ์ออกจากดินแดนกัมพูชา เคารพอำนาจหน้าที่ของ JBC และปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงและแถลงการณ์ร่วมต่าง ๆ ด้วยความสุจริตใจ

รัฐบาลกัมพูชายืนยันอีกครั้งถึงจุดยืนในการแก้ไขข้อพิพาทชายแดนกับไทยด้วยสันติวิธี ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมย้ำอย่างหนักแน่นว่าพรมแดนไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ด้วยกำลัง และหวังให้ประชาคมระหว่างประเทศสนับสนุนให้ไทยปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่มีอยู่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ