วันที่ 2 พ.ย. 69 พลตำรวจโท ณัฐศักดิ์ เชาวนาสัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีที่ นางสาวบุญยนุช แสงศรี หรือ ออยศรี เจ้าของเพจออยศรีและผองเผือก ได้เดินทางเข้าแจ้งความและส่งมอบพยานหลักฐานต่อพนักงานสอบสวน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ในคดีที่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิองค์กรทำดีของบุ๋ม ปนัดดา รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบุคคลใกล้ชิดและสามี โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานและสอบสวนในทุกมิติอย่างรอบด้าน
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้รับเรื่องและดำเนินการสืบสวนสอบสวนในทุกประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว เรื่องเงินรับบริจาค หรือการดำเนินงานของมูลนิธิ ว่ามีความถูกต้องตามขั้นตอนและเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ โดยในส่วนของยอดเงินหมุนเวียนในบัญชีต่างๆ ตั้งแต่ช่วงปีพุทธศักราช 2562 เป็นต้นมา พบว่ามีตัวเงินค่อนข้างสูง พบว่ามีเงินหมุนเวียนหลัก 100 ล้านบาท และเกือบถึง 1,000 ล้านบาท โดยเฉพาะจากกลุ่มผู้บริจาคที่เป็นคนมีชื่อเสียงและเซเลบในสังคม ซึ่งพนักงานสอบสวนจะต้องตรวจสอบอย่างละเอียดว่ามีการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ ซึ่งจะเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ความผิดตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ หรือหากมีการยักยอกโยกย้ายแปลงสภาพเงิน ก็จะต้องพิจารณาว่าความผิดฐานฟอกเงินหรือไม่
สำหรับการตรวจสอบเส้นทางทางการเงิน และการนำทรัพย์สินไปเปลี่ยนแปลงโยกย้ายหรือส่งต่อให้กับบุคคลอื่นนั้น ทางเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิจารณาความผิดตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ปรากฏ โดยยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งผู้ร้องเรียนและทางมูลนิธิ แต่ทุกอย่างต้องดำเนินการไปตามพยานหลักฐานและข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัด
นอกจากนี้ พลตำรวจโท ณัฐศักดิ์ ได้ตอบประเด็นกระแสข่าวเกี่ยวกับการให้รับจบเพียงคนเดียว ว่าตอนนี้มันมีข้อมูลว่าอาจจะมีการให้รับจบแค่คนเดียว มีโอกาสเป็นไปได้หรือไม่ สำหรับคดีนี้รับเรื่องไว้หมดแล้ว ไม่ว่าผู้กระทำความผิดคือใคร ก็ต้องดำเนินคดีทั้งหมด
ส่วนกรณีที่มีคนตั้งข้อสังเกตว่าบริจาค 1,000 บาท แต่เล่นงานกลุ่มมูลค่าความเสียหายที่มากถึงหลักล้านบาท พลตำรวจโท ณัฐศักดิ์ ระบุว่า หากมีการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์จากยอดบริจาค เช่น มีผู้บริจาคเงินเข้ามาจริง ไม่ว่าจะเริ่มต้นด้วยจำนวนเงิน 5 บาท, 10 บาท, 1,000 บาท หรือจำนวนมาก แล้วปรากฏว่ามีการนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ หรือมีการลวงเงินที่กำหนด ก็จะเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกง
ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องตรวจสอบเงื่อนไขของมูลนิธิอย่างละเอียดว่า มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการใช้เงินและการเบิกจ่ายอย่างไร หากมีการนำเงินบริจาคไปใช้ผิดเงื่อนไข หรือมีการนำทรัพย์สินไปโยกย้าย ถ่ายเท เปลี่ยนแปลง ไปให้บุคคลอื่นดำเนินการต่อ ก็จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย หากมีการประชุมกรรมการมูลนิธิก็ต้องไปดูว่ามีการทำผิดกฎของมูลนิธิหรือไม่ และดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดของมูลนิธิต่างๆ
ในส่วนของขั้นตอนต่อไป ทางพนักงานสอบสวนจะเร่งประชุมและตรวจสอบสำนวนคดีในทุกมิติ รวมถึงประเด็นความเสียหายจำนวนกรรมและมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น เพื่อให้มีความชัดเจนภายในสัปดาห์นี้ หรือวันจันทร์หน้า พร้อมทั้งจะพิจารณาในเรื่องของการออกหมายเรียกหรือหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม หากพบว่ามีการกระทำความผิดจริงตามกฎหมาย
เลือกประเภทคุกกี้ที่อนุญาตให้เว็บไซต์ใช้ได้ เปลี่ยนการตั้งค่าได้ทุกเมื่อจากลิงก์ "ตั้งค่าคุกกี้" ท้ายเว็บ