เปิดเคสระทึก! เหยื่อหลงกลกดลิงก์ชิงโชค ถูกมิจฉาชีพหลอกให้โอน 2 ล้าน เกือบหมดตัว
เปิดเคสระทึก! เหยื่อหลงกลกดลิงก์ชิงโชค ถูกมิจฉาชีพหลอกให้โอน 2 ล้าน เกือบหมดตัว
ข่าวสังคม - โซเชียล

เปิดเคสระทึก! เหยื่อหลงกลกดลิงก์ชิงโชค ถูกมิจฉาชีพหลอกให้โอน 2 ล้าน เกือบหมดตัว

ฟังข่าวนี้

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) จับกุมหญิงวัย 29 ปี ตามหมายจับศาลอาญา ในคดีที่เกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงประชาชนผ่านกิจกรรมชิงโชคออนไลน์ หลังพบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงไปยังบัญชีธนาคารของผู้ต้องหา โดยจับกุมได้บริเวณริมถนนใกล้สถานีรถไฟบางซื่อ แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร

การจับกุมครั้งนี้อยู่ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พร้อมด้วย พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม และ พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ รอง ผบช.ก. รวมถึง พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. และผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้อง โดยมี พ.ต.ท.วรพล เลิศวิริยะพงศ์ สว.กก.2 บก.ป. นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ป. เข้าดำเนินการจับกุม

น.ส.เอ (นาสมมติ) อายุ 29 ปี เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 5061/2569 ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ในข้อกล่าวหาหลายฐาน ได้แก่ ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ, ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง อันน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน, สมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้สมคบกัน และร่วมกันฟอกเงิน

คดีนี้เริ่มต้นจากมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน หลังถูกกลุ่มมิจฉาชีพใช้สื่อออนไลน์โฆษณากิจกรรมชิงโชค โดยอ้างว่าเปิดให้ร่วมสนุกเพื่อลุ้นรับกระเป๋าแบรนด์เนมหรูที่มีมูลค่าสูง

เมื่อผู้เสียหายสนใจและกดลิงก์เข้าร่วมกิจกรรม กลุ่มแอดมินกลับแจ้งว่าต้องทำภารกิจตามเงื่อนไขต่าง ๆ ก่อน พร้อมหลอกให้โอนเงินเข้าสู่ระบบหลายครั้ง โดยอ้างว่าเป็นการเปิดสิทธิ์และทำยอด หากทำภารกิจครบตามกำหนดจะได้รับเงินคืนทั้งหมด รวมถึงกระเป๋าแบรนด์เนมที่นำมาเป็นรางวัล

ผู้เสียหายหลงเชื่อและทยอยโอนเงินเข้าสู่ระบบหลายครั้ง รวมเป็นเงินประมาณ 2,000,000 บาท แต่เมื่อดำเนินการตามขั้นตอนครบแล้ว กลับถูกกลุ่มผู้ก่อเหตุบ่ายเบี่ยงและไม่ส่งมอบกระเป๋าตามที่กล่าวอ้าง กระทั่งผู้เสียหายรู้ตัวว่าถูกหลอก จึงเข้าแจ้งความดำเนินคดี

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนขยายผล พร้อมตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียด จนพบว่าบัญชีธนาคารปลายทางที่ผู้เสียหายโอนเงินเข้าไปนั้น เป็นบัญชีที่มีชื่อของ น.ส.เอ อยู่ในระบบ พนักงานสอบสวนจึงรวบรวมพยานหลักฐานเสนอศาลเพื่อขออนุมัติออกหมายจับ ก่อนที่ชุดสืบสวน กก.2 บก.ป. จะติดตามแกะรอยจนสามารถจับกุมตัวได้ในที่สุด

จากการสอบสวน น.ส.เอ ให้การอ้างว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการมิจฉาชีพโดยตรง โดยเล่าว่าก่อนหน้านี้ญาติสนิทชักชวนให้เดินทางจาก จ.นครสวรรค์ เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ โดยอ้างว่าจะมีรายได้ดี จึงเดินทางมาตามนัดหมายด้วยความไว้วางใจ

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ ผู้ต้องหาอ้างว่ากลับถูกญาติรายดังกล่าวร่วมกับชายฉกรรจ์อีก 2 คนบังคับพาตัวไปกักขังไว้ภายในห้องพักแห่งหนึ่ง พร้อมยึดโทรศัพท์มือถือ สมุดบัญชีธนาคาร และเอกสารส่วนตัวทั้งหมด

ผู้ต้องหาอ้างต่อว่า หลังถูกกักขังประมาณ 2 วัน พบว่ามีเงินจำนวนสูงถึง 2,000,000 บาท โอนเข้าบัญชีของตน จากนั้นกลุ่มชายดังกล่าวได้ข่มขู่และบังคับให้สแกนใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตนในการทำธุรกรรม ก่อนนำเงินโอนไปยังบัญชีปลายทางของขบวนการ เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว กลุ่มดังกล่าวยังควบคุมตัวไว้อีกประมาณ 2 วัน ก่อนปล่อยตัวออกมา

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงดำเนินการตามพยานหลักฐานและนำตัว น.ส.เอ ส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ด้านกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ฝากเตือนประชาชนให้ระมัดระวังกิจกรรมแจกของฟรีหรือกิจกรรมชิงโชคบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะกรณีที่ผู้จัดกิจกรรมเรียกร้องให้โอนเงินสำรองจ่ายหรือเติมเงินล่วงหน้าเพื่อแลกรับรางวัล เนื่องจากกิจกรรมที่มีลักษณะดังกล่าวอาจเป็นกลลวงของมิจฉาชีพ หากพบว่าต้องโอนเงินซ้ำ ๆ เพื่อปลดล็อกสิทธิ์หรือรับรางวัล ควรสงสัยไว้ก่อนว่าอาจเป็นการหลอกลวง และไม่ควรโอนเงินโดยเด็ดขาด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ