เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา ได้สั่งการให้ชุดสืบสวน กก.2 บก.ปอท. สนธิกำลังหลายหน่วย เปิดปฏิบัติการเข้าตรวจค้น 19 จุด ในพื้นที่ 11 จังหวัด ระหว่างวันที่ 15-16 กรกฎาคม 2569 ก่อนจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 17 ราย พร้อมตรวจยึดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 23 ล้านบาท หลังพบพัวพันเครือข่ายหลอกลวงประชาชนให้เปิดร้านค้าขายสินค้าออนไลน์ ก่อนหลอกให้โอนเงินสร้างเครดิตร้านค้า จนมีผู้เสียหายสูญเงินกว่า 14.75 ล้านบาท

คดีดังกล่าวเริ่มจากคนร้ายใช้เพจเฟซบุ๊กลงโฆษณาชักชวนประชาชนเปิดร้านขายสินค้าออนไลน์ ก่อนให้ผู้สนใจเข้าร่วมกลุ่ม Line Open Chat ชื่อ ซื้อ-ขาย Style Cycle Market ซึ่งมีสมาชิกกว่า 1,000 คน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เมื่อผู้เสียหายนำสินค้าลงขาย จะมีบุคคลแฝงตัวเป็นลูกค้าเข้ามาติดต่อซื้อสินค้า พร้อมสอบถามรหัสร้านค้า ก่อนแอดมินอ้างว่าต้องลงทะเบียนร้านค้าและสมัครใช้งานผ่านเว็บไซต์ STYLE CYCLE รวมทั้งให้ติดต่อผู้ที่อ้างตัวเป็นฝ่ายการเงิน เพื่อดำเนินการเปิดระบบรับเงิน
จากนั้น ผู้เสียหายจะถูกแจ้งว่ามียอดขายเข้าระบบแล้ว แต่ยังไม่สามารถถอนเงินได้ เนื่องจากร้านค้ายังไม่เปิดการมองเห็น หรือมีเครดิตไม่เพียงพอ ก่อนถูกดึงเข้ากลุ่มไลน์ สร้างเครดิตร้านค้า และถูกชักชวนให้ทำภารกิจพร้อมโอนเงินเข้าระบบเป็นระยะ อ้างว่าใช้หมุนเวียนสต็อกสินค้าและสร้างผลกำไร ผู้เสียหายจึงทยอยโอนเงินตั้งแต่หลักร้อยจนถึงหลักล้าน รวม 25 ครั้ง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 14.75 ล้านบาท แต่ไม่สามารถถอนเงินออกจากระบบได้

หลังผู้เสียหายเข้าแจ้งความ เจ้าหน้าที่สืบสวนพบว่า เงินที่ได้จากการหลอกลวงถูกโอนผ่านบัญชีม้าหลายทอด ก่อนนำไปถอนเป็นเงินสด โอนเข้าบัญชีบริษัทเพื่อซื้อสินค้าและส่งออกไปยังกัมพูชา รวมถึงใช้วิธีสั่งซื้อสินค้าออนไลน์แล้วกดยกเลิกเพื่อรับเงินคืน และโอนผ่านแพลตฟอร์มลงทุนเพื่ออำพรางเส้นทางการเงิน จึงรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องในเครือข่าย ทั้งกลุ่มผู้สั่งการ กลุ่มฟอกเงิน กลุ่มรับ-ส่งเงินสด กลุ่มถอนเงิน และกลุ่มบัญชีม้า
จากการปฏิบัติการตรวจค้นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี ชลบุรี ปราจีนบุรี สระแก้ว ตาก กาญจนบุรี ร้อยเอ็ด ลำปาง เชียงราย และเชียงใหม่ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 17 ราย ประกอบด้วย กลุ่มผู้ควบคุมสั่งการและฟอกเงิน กลุ่มผู้รับ-ส่งเงินและถอนเงินสด กลุ่มบัญชีม้า โดยทั้งหมดถูกแจ้งข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ สมคบและร่วมกันฟอกเงิน รวมถึงร่วมกันเป็นอั้งยี่

การตรวจค้นครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตรวจยึดของกลางจำนวนมาก ทั้งโทรศัพท์มือถือ สมุดบัญชีธนาคาร บัตรอิเล็กทรอนิกส์ เงินสดสกุลไทยและต่างประเทศ ทองคำแท่งน้ำหนักรวม 45 บาท รถยนต์หรู 6 คัน พระเครื่อง เครื่องประดับ กระเป๋า รองเท้าแบรนด์เนม นาฬิกาหรู แหวนเพชร และสุราต่างประเทศ รวมมูลค่ากว่า 23 ล้านบาท ขณะเดียวกัน การตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่า ในปี 2568 เครือข่ายดังกล่าวมีเงินหมุนเวียนมากกว่า 149 ล้านบาท และมีความเชื่อมโยงกับคดีหลอกลวงออนไลน์อีกกว่า 226 คดี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 17 ล้านบาท
สำหรับผลการสอบสวนขยายผล พบว่า นางสาวบี (นาสมมติ) ซึ่งทำหน้าที่ฟอกเงิน เปิดบริษัทในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ทำหน้าที่จัดหาบัญชีธนาคารส่งต่อให้เครือข่ายสแกมเมอร์ชาวจีนฝั่งเมียนมา ก่อนรับโอนเงินผ่านบัญชีส่วนตัวและบัญชีบริษัท เพื่อฟอกเงินและอำพรางธุรกรรมผ่านร้านค้าทองคำ โดยได้รับค่าตอบแทนร้อยละ 25 ของยอดเงิน ขณะที่ นายเอ (นาสมมติ) รับสารภาพเฉพาะข้อเท็จจริงว่า ทำหน้าที่รวบรวมเงินสดจากบัญชีม้าและส่งต่อให้เครือข่ายชาวจีนย่านรัชดาภิเษก แลกกับค่าจ้างร้อยละ 5 ส่วน นายซี (นาสมมติ) ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ประสานงานให้เครือข่ายสแกมเมอร์ในกัมพูชา ทำหน้าที่ควบคุมการรับ-ส่งเงินสดและลำเลียงเงินข้ามแดน

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังขยายผลไปถึงกลุ่มบัญชีม้า ซึ่งให้การว่า ถูกชักชวนผ่านเฟซบุ๊กและ TikTok ให้ไปทำงานในประเทศกัมพูชา โดยเสนอค่าจ้างเดือนละประมาณ 18,000-19,000 บาท ก่อนถูกพาเดินทางผ่านหลายจังหวัด เปิดบัญชีธนาคารหลายบัญชี สแกนใบหน้า ปรับวงเงินธุรกรรม และลักลอบพาข้ามชายแดนผ่านช่องทางธรรมชาติไปยังเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา
ผู้ต้องหาให้การว่า เมื่อเดินทางถึงฝั่งกัมพูชา ถูกยึดโทรศัพท์ บัตรประชาชน และสิ่งของส่วนตัว ก่อนถูกควบคุมตัวไว้ในอาคารที่มีลูกกรงเหล็กล้อมรอบ มีผู้คุมถืออาวุธปืนและเครื่องช็อตไฟฟ้าคอยเฝ้าตลอดเวลา จากนั้นถูกบังคับให้ทำงานภายในตึกคาสิโนปอยเปต ซึ่งมีหัวหน้าชาวจีนควบคุม พร้อมพนักงานชาวไทยและประเทศเพื่อนบ้านหลายสิบคน โดยระบุว่า ถูกบังคับให้สแกนใบหน้ายืนยันการทำธุรกรรมทางการเงินต่อเนื่อง 3-4 วัน และไม่กล้าขัดขืนเพราะเกรงว่าจะได้รับอันตราย

ภายหลังเมื่อบัญชีธนาคารของกลุ่มผู้ต้องหาถูกอายัดจนไม่สามารถใช้งานได้ เครือข่ายสแกมเมอร์จึงปล่อยตัวทั้งหมดกลับประเทศไทย โดยพาเดินเท้าผ่านช่องทางธรรมชาติบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งผู้ต้องหายืนยันว่า ไม่เคยได้รับค่าตอบแทนจากการทำงานดังกล่าวแต่อย่างใด ขณะที่ตำรวจอยู่ระหว่างเร่งขยายผลติดตามผู้ร่วมขบวนการที่ยังหลบหนี รวมถึงผู้บงการชาวต่างชาติ เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป