ไม่อ้อมค้อม! ลูกบุญธรรม พูดตรงๆ ปมนำโฉนดไปค้ำเงินกู้ ลั่นมีสิทธิ์ในมรดก
ไม่อ้อมค้อม! ลูกบุญธรรม พูดตรงๆ ปมนำโฉนดไปค้ำเงินกู้ ลั่นมีสิทธิ์ในมรดก
ข่าวสังคม - โซเชียล

ไม่อ้อมค้อม! ลูกบุญธรรม พูดตรงๆ ปมนำโฉนดไปค้ำเงินกู้ ลั่นมีสิทธิ์ในมรดก

ฟังข่าวนี้

วันที่ 21 สิงหาคม 2569 โหนกระแส รายงานว่า จากกรณีหญิงชราอายุ 85 ปี ชาว อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี ซึ่งป่วยด้วยโรคมะเร็งปอด ต้องตกอยู่ในสภาพสิ้นเนื้อประดาตัวและจิตใจแตกสลาย หลังถูกลูกบุญธรรมที่ขอมาเลี้ยงตั้งแต่อายุเพียง 1 ขวบ 2 เดือน และส่งเสียเลี้ยงดูจนจบการศึกษาระดับปริญญาโท กล่าวหาว่าขโมยทรัพย์สินและเอกสารสำคัญ รวมถึงแอบนำโฉนดที่ดินไปขายฝากจนหมดสิ้น

ต่อมาหญิงชราต้องหลบเจ้าหนี้ของลูกบุญธรรมไปอาศัยอยู่ที่อื่น ก่อนจะกลับมายังบ้านของตัวเอง แต่กลับถูกแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาบุกรุก จึงร้องขอความเป็นธรรมผ่านสื่อและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมยืนยันว่าจะไม่ย้ายออกจากบ้าน ตามที่มีการเสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด ช่วงบ่ายวันที่ 20 ส.ค. 2569 พ.ต.อ.คนองฤทธิ์ ดาราช ผกก.สภ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี รับทราบเรื่องดังกล่าว จึงสั่งการให้ชุดสืบสวนเชิญหญิงอายุ 54 ปี ซึ่งเป็นลูกบุญธรรมของหญิงชรา เข้ามาพบเจ้าหน้าที่เพื่อให้ข้อมูลและชี้แจงข้อเท็จจริง

ลูกบุญธรรมให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ว่า ตนเองกับแม่บุญธรรมอยู่ด้วยกันมาตลอดระยะเวลา 54 ปี ไม่เคยห่างกัน และที่ผ่านมาเป็นผู้ดูแลแม่บุญธรรมมาโดยตลอด พร้อมยืนยันว่าข้อกล่าวหาว่าตนขโมยทรัพย์สินและเนรคุณนั้นไม่เป็นความจริง

ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากภาระหนี้สินรายวันกว่า 2 ล้านบาท ทำให้ตนประสบปัญหาด้านการเงิน จึงพยายามหาทางแก้ไขและเคลียร์หนี้ให้จบ

สำหรับกรณีโฉนดที่ดินจำนวน 13 ฉบับที่ถูกกล่าวหาว่าแอบนำไปขายฝากนั้น ลูกบุญธรรมชี้แจงว่า โฉนดทั้งหมด 13 ฉบับ แบ่งเป็นโฉนดที่มีชื่อตนเอง 8 ฉบับ และอีก 5 ฉบับเป็นชื่อของพ่อและแม่บุญธรรม ยืนยันว่าไม่ได้แอบนำโฉนดไปขายฝาก แต่เป็นการนำไปวางค้ำประกันเพื่อหาเงินมาหมุนเวียนใช้หนี้ โดยตั้งใจว่าเมื่อขายที่ดินได้ จะนำเงินไปไถ่ถอนและคืนเงินให้แม่บุญธรรมทุกบาททุกสตางค์

อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวกลายเป็นความขัดแย้ง หลังแม่บุญธรรมไม่ยินยอมให้ขายที่ดิน และเกิดความไม่พอใจอย่างรุนแรง จนในที่สุดหลานสาวของแม่บุญธรรมพาครอบครัวย้ายออกจากบ้าน พร้อมขนเสื้อผ้าและข้าวของไปทั้งหมด ก่อนที่ตนจะถูกกีดกันไม่ให้เข้าบ้านและมีการเปลี่ยนกุญแจใหม่ ทั้งที่บ้านหลังดังกล่าวตนอ้างว่าเป็นผู้ร่วมออกเงินสร้างเป็นส่วนใหญ่

ส่วนโฉนดจำนวน 5 ฉบับที่มีชื่อพ่อบุญธรรมซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว ลูกบุญธรรมระบุว่า ตนมองว่าตัวเองมีสิทธิในมรดกของพ่อบุญธรรม จึงเชื่อว่าการนำโฉนดไปวางค้ำประกันสามารถทำได้ และยืนยันว่าได้แจ้งให้แม่บุญธรรมทราบแล้ว แต่แม่บุญธรรมกลับปฏิเสธว่าไม่เคยรับรู้เรื่องดังกล่าว พร้อมกล่าวหาว่าตนเนรคุณ

ลูกบุญธรรมยังยืนยันว่า ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี ตนเป็นผู้ดูแลแม่บุญธรรมมาโดยตลอด การศึกษาก็เป็นเงินที่ตนส่งเสียตัวเองเรียน ส่วนบ้านก็ร่วมกันสร้างและมีชื่อของตนเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ จึงมองว่าตนเองมีสิทธิที่จะดำเนินการทางกฎหมายในกรณีที่ถูกกีดกันออกจากบ้าน

"ตอนนี้รู้สึกอึดอัดกับข้อกล่าวหาที่ได้รับ และต้องการทวงสิทธิ์ในส่วนของตัวเอง โดยเฉพาะสิทธิ์ 25% ในที่ดินเนื้อที่ 8 ไร่ 3 งาน 50 ตารางวา อยากถามคุณยายว่าทำไมไม่ยอมเสียสละขายที่ดินแล้วนำเงินมาใช้หนี้ให้ตน ทุกอย่างก็จะจบ ไม่ได้มีปัญหาอะไร"

ลูกบุญธรรมยังกล่าวอีกว่า สำหรับโฉนดที่เป็นชื่อของตนเอง ตนมองว่ามีสิทธิที่จะดำเนินการได้ และพร้อมเสียสละทุกอย่างให้แม่บุญธรรม แต่เงินทุกบาททุกสตางค์ที่นำออกมาจากทรัพย์สินของแม่บุญธรรม ตนยืนยันว่าจะต้องนำกลับมาคืนทั้งหมด พร้อมตั้งคำถามว่า หากตนกับแม่บุญธรรมอยู่ดูแลกันมานานกว่า 50 ปี ความสัมพันธ์เช่นนี้ยังถือว่าเป็นแม่และลูกกันหรือไม่

ด้าน พ.ต.อ.คนองฤทธิ์ ดาราช ผกก.สภ.ม่วงสามสิบ เปิดเผยว่า ครอบครัวดังกล่าวมีการแจ้งความดำเนินคดีกัน 2 คดี โดยคดีแรกเป็นกรณีลูกบุญธรรมแจ้งความดำเนินคดีกับหญิงชราในข้อหาบุกรุก ส่วนอีกคดีเป็นกรณีหญิงชราแจ้งความลูกบุญธรรมในข้อหาลักทรัพย์

ขณะนี้พนักงานสอบสวนได้รวบรวมสำนวนและส่งให้อัยการพิจารณาแล้ว ส่วนประเด็นเรื่องการฟ้องร้องทางแพ่งเกี่ยวกับการนำโฉนดที่ดินไปค้ำประกันเงินกู้ ถือเป็นอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งพนักงานสอบสวนไม่ได้เข้าไปดำเนินการในประเด็นดังกล่าว

ขณะที่นักกฎหมายให้ความเห็นว่า สำหรับโฉนดจำนวน 5 ฉบับที่ยังมีชื่อของแม่บุญธรรมและสามีซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว แม้ลูกบุญธรรมจะมีสิทธิในมรดกของพ่อบุญธรรม แต่หากยังไม่มีการจัดการมรดกและยังไม่มีคำสั่งศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดก ลูกบุญธรรมก็ยังไม่มีอำนาจดำเนินการทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์มรดกดังกล่าวโดยลำพัง และต้องได้รับความยินยอมจากผู้มีสิทธิในทรัพย์สินหรือดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายก่อน

ส่วนกรณีผู้รับโฉนดดังกล่าวไปเป็นหลักประกัน หากเป็นการรับทรัพย์โดยรู้หรือควรรู้ถึงที่มาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็อาจมีประเด็นทางกฎหมายที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติมเช่นกัน ทั้งนี้ ต้องพิจารณาข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละฝ่ายอย่างรอบคอบ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ