วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการกิจการด้านปฐมภูมิ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หมอเจด เตือนประชาชนให้สังเกต 7 สัญญาณเตือนของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หลังการจากไปอย่างกะทันหันของ เร แมคโดนัลด์ โดยระบุว่า มีรายงานผลชันสูตรเบื้องต้นพบหลอดเลือดหัวใจตีบ 3 เส้น และเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ขณะที่เพื่อนสนิทให้ข้อมูลว่า ก่อนหน้านี้เคยสังเกตว่าเรมีอาการเหนื่อยง่ายผิดปกติ และเคยชวนให้ไปตรวจสุขภาพ รวมถึงระบุว่าเจ้าตัวเลิกดื่มแอลกอฮอล์มาเกือบ 30 ปีแล้ว
นพ.เจษฎ์ ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้รู้สึกใจหายเช่นเดียวกับหลายคน และต้องการนำเรื่องนี้มาเผยแพร่ด้วยความเป็นห่วง เพราะไม่มีใครอยากให้ตัวเอง พ่อแม่ คู่ชีวิต หรือคนใกล้ชิดต้องเผชิญเหตุการณ์ลักษณะนี้
โดยปัญหาที่พบในชีวิตประจำวันคือ หลายคนมักมีเหตุผลรองรับอาการเหนื่อยของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหนัก ความเครียด การนอนเพียงคืนละ 5 ชั่วโมงแล้วคิดว่าสามารถไปนอนชดเชยในวันหยุด หรือการเดินขึ้นบันไดแล้วเหนื่อยกว่าเดิมและคิดว่าเป็นเพราะอายุมากขึ้น ซึ่งสาเหตุเหล่านี้สามารถทำให้เหนื่อยได้จริง แต่ในบางกรณีอาการที่ถูกมองว่าเกิดจากการพักผ่อนน้อย อาจเป็นสัญญาณว่าหัวใจกำลังได้รับเลือดไม่เพียงพอ
นอกจากนี้ โรคหลอดเลือดหัวใจในบางคนแทบไม่แสดงอาการมาก่อน จนกระทั่งเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดหรือหัวใจหยุดเต้นเป็นครั้งแรก จึงอยากให้ประชาชนลองสังเกต 7 เรื่องสำคัญต่อไปนี้ โดยไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทำให้เกิดความกลัว แต่เพื่อไม่ให้มองข้ามความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ของร่างกายตัวเองและคนใกล้ชิด
1. เหนื่อยง่ายขึ้น ทั้งที่ทำกิจกรรมเท่าเดิม
นพ.เจษฎ์ ระบุว่า อาการนี้เป็นสิ่งที่ควรจดจำมากที่สุด เพราะเป็นอาการธรรมดาที่คนมักมองข้าม หากก่อนหน้านี้สามารถเดินจากลานจอดรถเข้าไปทำงานได้สบาย แต่ระยะหลังเริ่มต้องเดินช้าลง หรือเคยขึ้นบันได 2 ชั้นพร้อมพูดคุยกับเพื่อนได้ แต่ปัจจุบันขึ้นเพียงชั้นเดียวก็ต้องหยุดพักหายใจ รวมถึงการทำกิจกรรมเดิม ๆ ที่อยู่ ๆ กลับรู้สึกว่า ทำไมช่วงนี้หมดแรงเร็วจัง อาจเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ควรใส่ใจ
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบสามารถทำให้เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยเฉพาะในช่วงที่ร่างกายออกแรง อาการจึงอาจเกิดขึ้นขณะเดินเร็ว ขึ้นบันได ยกของ หรือทำงานหนัก และมักดีขึ้นเมื่อพัก
อย่างไรก็ตาม อาการเหนื่อยง่ายอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การนอนน้อย ภาวะโลหิตจาง โรคปอด ไทรอยด์ หรือการที่ร่างกายไม่ฟิต จึงไม่ได้หมายความว่าเหนื่อยแล้วจะต้องเป็นโรคหัวใจ แต่หากสมรรถภาพร่างกายลดลงจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด ไม่ควรรีบสรุปเพียงว่าเป็นเพราะช่วงนี้งานเยอะ
2. แน่นหน้าอก หนักหน้าอก หรือรู้สึกเหมือนถูกบีบ ไม่จำเป็นต้องเจ็บจี๊ด
หลายคนเมื่อพูดถึงโรคหัวใจอาจนึกถึงอาการเจ็บหน้าอกรุนแรงจนต้องเอามือกุมหน้าอก แต่ในความเป็นจริงอาการอาจเกิดขึ้นในรูปแบบอื่น เช่น แน่น ๆ หนัก ๆ เหมือนมีของทับหน้าอก เหมือนถูกบีบ หรือมีอาการแสบร้อนจนคิดว่าเป็นกรดไหลย้อน
โดยเฉพาะหากอาการเกิดขึ้นขณะเดินเร็ว ขึ้นบันได ออกแรง หรือมีความเครียดมาก แล้วอาการดีขึ้นเมื่อหยุดพักเพียงครู่เดียว ควรให้ความสำคัญ เพราะอาจเป็นรูปแบบหนึ่งของอาการจากภาวะหัวใจขาดเลือด
ขณะเดียวกัน หากมีอาการเจ็บหรือแน่นหน้าอกขณะพัก อาการรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หรือพักแล้วไม่ดีขึ้น ไม่ควรรอดูอาการด้วยตัวเอง
3. หอบง่าย หายใจไม่เต็ม โดยเฉพาะเวลาออกแรง
ในบางคนอาจไม่มีอาการเจ็บหน้าอกเลย แต่อาการที่เกิดขึ้นกลับเป็นการรู้สึกว่า เดินเพียงเล็กน้อยแต่กลับหอบ หรือรู้สึกหายใจไม่อิ่ม
หัวใจมีหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หากกล้ามเนื้อหัวใจได้รับเลือดไม่เพียงพอ หรือหัวใจเริ่มทำงานผิดปกติ อาจทำให้เกิดอาการหายใจไม่อิ่มหรือเหนื่อยง่าย โดยเฉพาะในช่วงที่ร่างกายต้องการเลือดเพิ่ม
โรคหลอดเลือดหัวใจสามารถแสดงออกด้วยอาการหายใจลำบาก โดยเฉพาะเวลาออกแรง และภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันในบางคนก็อาจทำให้เกิดอาการหอบโดยแทบไม่มีอาการเจ็บหน้าอก
ตัวอย่างเช่น จากเดิมที่สามารถเดินตลาดได้นานประมาณ 1 ชั่วโมง แต่ปัจจุบันเดินเพียง 15 นาทีก็ต้องหาที่นั่ง ทั้งที่ไม่มีเหตุผลชัดเจน ก็ควรหาสาเหตุของอาการให้แน่ชัด
4. ปวดร้าวไปแขน ไหล่ คอ กราม หรือหลัง จนเข้าใจว่าเป็นออฟฟิศซินโดรม
โรคหัวใจไม่ได้จำเป็นต้องทำให้เกิดอาการเจ็บเฉพาะบริเวณหน้าอกเท่านั้น เพราะความรู้สึกเจ็บหรือไม่สบายอาจร้าวไปยังแขนข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง ไหล่ คอ กราม หรือหลังได้
ด้วยเหตุนี้บางคนจึงอาจเข้าใจว่าเกิดจากการนอนตกหมอน ยกของผิดท่า นั่งหน้าคอมพิวเตอร์นาน หรือเป็นออฟฟิศซินโดรม
แน่นอนว่าอาการปวดบริเวณเหล่านี้ส่วนใหญ่สามารถเกิดจากกล้ามเนื้อได้จริง แต่ถ้าอาการเกิดขึ้นขณะเดินหรือออกแรง และมีแน่นหน้าอก หอบ เหงื่อออก หรืออาการดีขึ้นหลังพัก ลักษณะดังกล่าวแตกต่างออกไปและไม่ควรจบลงเพียงการนวดอย่างเดียว
5. เหงื่อแตก คลื่นไส้ หน้ามืด ทั้งที่ไม่ได้ร้อนและไม่ได้กินอะไรผิดปกติ
ภาวะหัวใจขาดเลือดไม่ได้ส่งสัญญาณออกมาในรูปแบบที่บอกได้ตรง ๆ ว่าเป็นอาการจากหัวใจเสมอไป บางคนอาจมีอาการเหงื่อออกมากผิดปกติ ตัวเย็น คลื่นไส้ รู้สึกเหมือนอาหารไม่ย่อย มึนศีรษะ หน้ามืด หรืออ่อนแรงโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน
หากอาการเหล่านี้เกิดพร้อมกับแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก หรือมีความผิดปกติอย่างอื่นร่วมด้วย ควรนึกถึงภาวะหัวใจไว้ด้วย
โดยเฉพาะผู้หญิงและผู้สูงอายุ อาจมีอาการที่ไม่เหมือนภาพจำจากตำรา เช่น เหนื่อยมากผิดปกติ คลื่นไส้ หอบ หรือปวดหลัง โดยไม่ได้มีอาการเจ็บหน้าอกอย่างเด่นชัด
6. เพลียผิดปกติหลายวัน ทั้งที่ชีวิตไม่ได้เปลี่ยนแปลงมาก
คำว่า เพลีย สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการนอนน้อย ความเครียด หรือการทำงานหนัก แต่สิ่งที่ควรสังเกตคือความเหนื่อยล้าแบบใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม
ลักษณะดังกล่าวอาจเป็นการตื่นขึ้นมาแล้วไม่มีแรง กิจกรรมที่เคยทำได้กลับรู้สึกหนักขึ้น ทำอะไรเพียงเล็กน้อยก็ต้องหยุดพัก หรือรู้สึกเหมือนร่างกายลดประสิทธิภาพลงไปหนึ่งระดับโดยไม่ทราบสาเหตุ
ความอ่อนเพลียหรืออ่อนแรงผิดปกติสามารถพบได้ในโรคหลอดเลือดหัวใจและภาวะหัวใจขาดเลือด โดยบางคนอาจมีอาการต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวัน และพบลักษณะนี้ได้บ่อยขึ้นในผู้หญิง
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่มีอาการเพลียต้องรีบไปตรวจหลอดเลือดหัวใจ แต่หากพักแล้วไม่ดีขึ้น สมรรถภาพในการทำกิจกรรมลดลง และมีปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจอยู่แล้ว ก็ไม่ควรโทษการนอนเพียงอย่างเดียว
7. ใจสั่น วูบ หรือเป็นลมโดยไม่มีเหตุชัดเจน ยิ่งไม่ควรปล่อยไว้
ภาวะหัวใจขาดเลือดบางครั้งอาจส่งผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าของหัวใจ ทำให้หัวใจเต้นเร็วหรือเกิดความผิดปกติของจังหวะการเต้นของหัวใจได้
ผู้ป่วยบางรายจึงอาจรู้สึกใจเต้นแรงผิดปกติ ใจสั่น มึนเหมือนจะวูบ หรือหมดสติ ซึ่งอาการเหล่านี้อาจเกิดจากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ความดันโลหิตตก ภาวะขาดน้ำ ไปจนถึงความผิดปกติของจังหวะหัวใจ
แต่หากเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อมีอาการเจ็บหน้าอก หอบ หรือเกิดขึ้นขณะออกแรง ไม่ควรรอจนเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง
นพ.เจษฎ์ ยังย้ำว่า ผู้ที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจบางรายอาจไม่มีอาการทั้ง 7 ข้อนี้เลย เพราะโรคสามารถดำเนินอยู่โดยแทบไม่มีอาการเป็นเวลานาน และบางคนอาจเพิ่งทราบว่าตัวเองมีโรคเมื่อตอนเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดหรือหัวใจหยุดเต้นแล้ว
เลิกเหล้าแล้ว ทำไมยังเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจได้?
จากข้อมูลที่มีการรายงานข่าว เพื่อนสนิทของเรระบุว่าเจ้าตัวเลิกดื่มแอลกอฮอล์มาเกือบ 30 ปีแล้ว ซึ่งการไม่ดื่มแอลกอฮอล์ถือเป็นเรื่องที่ดีต่อสุขภาพ แต่โรคหลอดเลือดหัวใจไม่ได้เกิดจากปัจจัยเพียงอย่างเดียว และยังมีความเสี่ยงด้านอื่นที่ต้องพิจารณาร่วมกัน
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดหัวใจมีหลายด้าน ได้แก่
- LDL และคอเลสเตอรอล หากอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน สามารถทำให้เกิดการสะสมของคราบไขมันในหลอดเลือดได้
- ความดันโลหิตสูงและเบาหวาน สามารถทำลายผนังหลอดเลือดและเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ
- การสูบบุหรี่ เป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดหัวใจ
- อาหาร น้ำหนักตัว และการเคลื่อนไหวน้อย มีผลต่อระดับไขมัน ความดัน น้ำตาล และสุขภาพหัวใจโดยรวม
- การนอนน้อยเรื้อรังและการพักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่ใช่สาเหตุเดียวของหลอดเลือดตีบ แต่เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามในเรื่องสุขภาพหัวใจ
- อายุและประวัติครอบครัว เป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ และยิ่งทำให้การดูแลปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้มีความสำคัญมากขึ้น
นพ.เจษฎ์ เปรียบเทียบว่า การดูแลสุขภาพก็เหมือนกับการดูแลบ้าน แม้เราจะป้องกันเรื่องไฟอย่างดี ก็ยังจำเป็นต้องตรวจดูน้ำรั่ว ปลวก และหลังคาด้วย เช่นเดียวกับสุขภาพหัวใจที่ต้องดูแลหลายปัจจัยไปพร้อมกัน การทำสิ่งที่ดีเพียงหนึ่งอย่างจึงไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงด้านอื่นจะหายไปทั้งหมด
ถ้ามีหลายข้อ ควรไปตรวจอะไร?
นพ.เจษฎ์ ระบุว่า ไม่อยากให้ประชาชนอ่านโพสต์แล้วรีบไปทำ CT หลอดเลือดหัวใจกันทั้งหมด แต่ผู้ที่อายุมากขึ้น มีโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง LDL สูง สูบบุหรี่ มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจก่อนวัย หรือช่วงหลังเริ่มมีอาการหลายอย่างตามที่กล่าวมา โดยเฉพาะอาการเหนื่อยเวลาออกแรงหรือสมรรถภาพลดลงจากเดิม ควรหาเวลาประเมินสุขภาพหัวใจ
การเริ่มต้นตรวจอาจไม่ได้ซับซ้อน โดยสามารถเริ่มจากการพูดคุยเกี่ยวกับอาการและประวัติสุขภาพ วัดความดันโลหิต ตรวจระดับน้ำตาลและไขมัน รวมถึงตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ จากนั้นจึงพิจารณาตามระดับความเสี่ยงว่าจำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติมหรือไม่ เช่น การทดสอบสมรรถภาพหัวใจ การตรวจภาพหัวใจ หรือการตรวจหลอดเลือด
หากตรวจแล้วไม่พบความผิดปกติ ถือเป็นข่าวดี แต่หากพบความผิดปกติตั้งแต่ยังสามารถเดินได้ พูดคุยได้ และกลับบ้านเองได้ ก็ยังถือว่าดีกว่าการมารู้ตัวในวันที่หัวใจไม่มีโอกาสส่งสัญญาณเตือนอีกแล้ว
อย่างไรก็ตาม หากในขณะนี้มีอาการแน่นหรือเจ็บหน้าอก หายใจลำบาก เหงื่อแตก หน้ามืด หรือมีอาการปวดร้าวไปแขน กราม หรือหลัง โดยเฉพาะกรณีที่อาการรุนแรง เกิดขณะพัก หรือไม่ดีขึ้นหลังพัก ไม่ควรรอการตรวจสุขภาพประจำปี แต่ควรขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน เพราะภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันอาจเริ่มจากอาการไม่รุนแรงแล้วทรุดลงได้ และเวลาในการรักษามีความสำคัญอย่างมาก
นพ.เจษฎ์ ระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้กลับมาคิดเช่นกันว่า หลายคนเก่งมากในการหาเหตุผลมาอธิบายความเหนื่อยของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น งานเยอะ ช่วงนี้นอนน้อย เครียดนิดหน่อย หรือแก่ขึ้นก็แบบนี้แหละ ซึ่งหลายครั้งก็อาจเป็นสาเหตุจริง แต่หากวันหนึ่งเดินในระยะทางเท่าเดิมแล้วเหนื่อยกว่าเดิม ขึ้นบันไดแล้วต้องหยุดพัก มีอาการแน่นหน้าอก หอบ เพลียผิดปกติ ปวดร้าวไปแขนหรือกราม เหงื่อแตก หน้ามืด หรือวูบ ก็ควรให้โอกาสตัวเองเข้ารับการตรวจสักครั้ง
ไม่จำเป็นต้องรอให้มีครบทั้ง 7 ข้อ และในทางกลับกัน แม้ไม่มีอาการใด ๆ ก็ยังควรให้ความสำคัญกับความดันโลหิต ระดับน้ำตาล ไขมัน การสูบบุหรี่ น้ำหนักตัว การออกกำลังกาย และประวัติครอบครัว เพราะโรคหลอดเลือดหัวใจสามารถซ่อนอยู่เป็นเวลานานโดยไม่แสดงอาการ
นพ.เจษฎ์ ฝากว่า ไม่มีใครอยากให้ตัวเองหรือคนที่รักต้องมารับรู้เรื่องโรคหัวใจในวันที่สายเกินแก้ หากร่างกายมีความเปลี่ยนแปลงจากเดิม อย่ามองข้ามเพียงเพราะอาการยังไม่รุนแรง
พร้อมกันนี้ ยังได้แสดงความเสียใจต่อครอบครัว คนใกล้ชิด และทุกคนที่รัก เร แมคโดนัลด์ จากการจากไปอย่างกะทันหัน และเปิดให้ผู้ติดตามเข้ามาสอบถามหรือเสนอหัวข้อความรู้ด้านสุขภาพเพิ่มเติมได้