รู้ทันภัยเงียบ สาเหตุพราก เร แม๊คโดแนลด์ ไปอย่างกะทันหัน
รู้ทันภัยเงียบ สาเหตุพราก เร แม๊คโดแนลด์  ไปอย่างกะทันหัน
ข่าวสังคม - โซเชียล

รู้ทันภัยเงียบ สาเหตุพราก เร แม๊คโดแนลด์ ไปอย่างกะทันหัน

ฟังข่าวนี้

นับเป็นอีกหนึ่งข่าวที่สร้างความสะเทือนใจให้กับวงการบันเทิงและแฟนคลับ สำหรับการจากไปอย่างกะทันหันของ เร แม๊คโดแนลด์ นักแสดงหนุ่มและพิธีกรชื่อดัง ซึ่งมีผลงานในวงการบันเทิงมาอย่างยาวนาน และเป็นที่จดจำจากทั้งบทบาทนักแสดง พิธีกร รวมถึงการทำงานในแวดวงบันเทิงหลากหลายรูปแบบ

การสูญเสียครั้งนี้ยิ่งสร้างความใจหายให้กับคนใกล้ชิดและแฟน ๆ เนื่องจากเป็นการจากไปอย่างกะทันหัน ก่อนที่ผลการชันสูตรทางนิติเวชจะเปิดเผยสาเหตุการเสียชีวิตว่าเกี่ยวข้องกับ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ซึ่งเป็นภาวะที่สามารถเกิดขึ้นได้โดยที่ผู้ป่วยอาจไม่ทันตระหนักถึงความผิดปกติของร่างกาย

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนให้เราไม่ควรมองข้ามสุขภาพหัวใจ หมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกาย และให้ความสำคัญกับการตรวจสุขภาพและการประเมินปัจจัยเสี่ยง เพื่อรู้เท่าทัน โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ซึ่งอาจซ่อนอยู่โดยไม่รู้ตัว

โดยวันนี้ทีมข่าวสยามนิวส์ได้หยิบยกบทความเรื่อง โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ จาก นพ. สุทัศน์ คันติโต แพทย์ผู้ชำนาญการ ด้านอายุรศาสตร์หัวใจและหลอดเลือด มาให้ทุกคนได้อ่านกัน โดย นพ. สุทัศน์ ระบุว่า โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ หรือ โรคหลอดเลือดหัวใจ ยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนไทย ยิ่งในยุคปัจจุบันเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น สไตล์การใช้ชีวิตก็เปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือ เราเริ่มทำงานประจำอยู่กับที่มากขึ้น ไม่ค่อยลุกไปไหน เคลื่อนไหวหรือออกแรงกันน้อยลง นำมาซึ่งความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้มากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายปัจจัยเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะอ้วน การสูบบุหรี่ หรือไขมันในเลือดสูง ล้วนส่งผลให้เกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบได้ เราจึงควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้ไว้ เพื่อประเมินตัวเอง พร้อมทั้งหาแนวทางป้องกัน หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ลดโอกาสเกิดโรค และรีบไปรักษาได้ทันเมื่อมีสัญญาณอันตรายเกิดขึ้น

เส้นเลือดหัวใจตีบ หรือ โรคหลอดเลือดหัวใจ เกิดจากการสะสมของคอเลสเตอรอลและสารต่าง ๆ ภายในหลอดเลือด จนเกิดคราบไขมัน (Plaque) เกาะอยู่บริเวณผนังหลอดเลือดหัวใจ ส่งผลให้เส้นเลือดหัวใจตีบแคบลง หรือเกิดการแตกของคราบไขมัน ทำให้เกิดการปิดกั้นการไหลเวียนของเลือด หากปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นที่หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ จะทำให้เลือดหล่อเลี้ยงหัวใจลดลง จนไม่เพียงพอ ทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ซึ่งอาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

อาการที่สามารถพบได้ในผู้ป่วยที่เส้นเลือดหัวใจตีบ แล้วหัวใจเกิดภาวะหัวใจขาดเลือด ได้แก่

1. รู้สึกเจ็บหน้าอกจนทนไม่ไหว แน่นหน้าอกจนหายใจไม่ออก (มักเป็นที่ลิ้นปี่ หน้าอกตรงกลาง หรือ ร้าวไปหน้าอกซ้าย ก็ได้)

2. อ่อนเพลียไม่มีแรง เหนื่อยง่าย

3. บางรายพบว่ามีอาการใจสั่น เหงื่อแตกร่วมด้วย

4. วูบ หมดสติ หัวใจหยุดเต้น และเสียชีวิตเฉียบพลัน

สาเหตุ หรือปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ เกิดจากปัจจัยดังต่อไปนี้

- อายุที่มากขึ้น

- ระดับคอเลสเตอรอลสูง ระดับไขมันในเลือดสูง

- โรคเบาหวาน

- โรคความดันโลหิตสูง

- ภาวะอ้วน

- การการดื่มแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่

- มีภาวะเครียด หรือใช้ชีวิตภายใต้สถานการณ์ตึงเครียดเป็นประจำ

- ขาดการออกกำลังกาย

การป้องกันโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ

โรคหลอดเลือดหัวใจสามารถป้องกันได้ จากการควบคุมปัจจัยเสี่ยงในส่วนที่ควบคุมได้ ซึ่งประกอบด้วย พฤติกรรมและไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ได้แก่ การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การจำกัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการงดสูบบุหรี่

สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือมีระดับคอเลสเตอรอลและไขมันในเลือดสูง หากรักษาให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ก็จะสามารถลดความเสี่ยงและห่างไกลจากการเป็นโรคหัวใจได้ ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ไม่ทราบว่ามีโรคประจำตัวหรือไม่ ควรได้รับการตรวจคัดกรอง เพื่อ หาปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว ที่อาจซ่อนอยู่ แต่ไม่แสดงอาการ

การรักษาโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ

การรักษาโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ แบ่งออกได้เป็น 4 ระดับ ประกอบด้วย

ระดับที่ 1 รักษาโดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น

- เลิกสูบบุหรี่ จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์

- ลดการบริโภคอาหาร หวาน มัน เค็มจัด

- เพิ่มการรับประทานผักสดและผลไม้ที่ไม่หวานจัด

- ควบคุมน้ำหนัก และออกกำลังกายสม่ำเสมอ

- เข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี

ระดับที่ 2 รักษาโดยการใช้ยา ในผู้ที่มีความเสี่ยง (โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน) หรือ ในผู้ที่มีหลอดเลือดหัวใจตีบไม่มากที่ยังไม่จำเป็นต้องทำหัตถการ ต้องรับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

ระดับที่ 3 รักษาโดยหัตถการสวนหลอดเลือดหัวใจและหรือใส่ขดลวด (Stent) เข้าไป เพื่อขยายหลอดเลือดหัวใจตีบให้ทำงานได้เป็นปกติ

ระดับที่ 4 รักษาโดยการผ่าตัด ทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Bypass Graft - CABG)

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ