เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ที่สถานีตำรวจนครบาลพหลโยธิน พล.ต.ต.เกียรติกุล สนธิเณร ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 พร้อมด้วย พ.ต.อ.อิสระ ณ พัทลุง รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2, พ.ต.อ.สราวุธ บุตรดี ผู้กำกับการ (สอบสวน) กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล และคณะพนักงานสอบสวน ร่วมกันแถลงความคืบหน้าคดีเพลิงไหม้ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว พร้อมสรุปผลการสอบสวนก่อนส่งสำนวนให้อัยการพิจารณาดำเนินคดี
พล.ต.ต.เกียรติกุล เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนได้เร่งรวบรวมพยานหลักฐานอย่างต่อเนื่อง จนสามารถจัดทำสำนวนคดีเสร็จสิ้น และมีความเห็นส่งพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาสั่งฟ้องผู้ต้องหา โดยสำนวนทั้งหมดมีจำนวน 7 แฟ้ม ครอบคลุมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องในทุกประเด็นของคดี
ด้าน พ.ต.อ.อิสระ ณ พัทลุง ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน ระบุว่า คณะพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำพยานรวมทั้งสิ้น 211 ปาก ทั้งผู้เกี่ยวข้อง ผู้เชี่ยวชาญ และเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน ก่อนนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ร่วมกับผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ จนได้ข้อสรุปว่าผู้ที่ต้องรับผิดชอบคือเจ้าของร้านโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว โดยแจ้งข้อหาประกอบด้วย กระทำให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาท, กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย, กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส, กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ, ทำให้เสียทรัพย์ รวมถึงข้อหาเปิดสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ พร้อมส่งสำนวนให้อัยการพิจารณาดำเนินคดีตามกฎหมาย
พล.ต.ต.เกียรติกุล กล่าวว่า ผู้ถูกดำเนินคดีในเบื้องต้นคือ นายสุวิชา ไศลบาท อายุ 45 ปี เจ้าของโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ซึ่งถูกดำเนินคดีทั้งในฐานะบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ส่วนหุ้นส่วนของกิจการที่มีประมาณ 4-5 คน จากการตรวจสอบพยานหลักฐานในขณะนี้ ยังไม่พบข้อมูลว่ามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการร้าน จึงยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาต่อบุคคลดังกล่าว และส่งข้อเท็จจริงทั้งหมดให้อัยการเป็นผู้พิจารณาต่อไป
สำหรับผลการสอบสวนสาเหตุของเพลิงไหม้ เจ้าหน้าที่ระบุว่า ต้นเพลิงเกิดจากระบบไฟฟ้าที่มีการดัดแปลงจนเกิดไฟฟ้าลัดวงจร ก่อนลุกลามไปยังวัสดุซับเสียงภายในร้าน ส่งผลให้เพลิงขยายตัวอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังพบว่ารูปแบบการจัดวางภายในร้านไม่เอื้อต่อการอพยพหนีไฟ ทั้งการตั้งโต๊ะจำนวนมากกีดขวางทางเดิน รวมถึงประตูที่ควรใช้เป็นทางหนีไฟกลับมีสิ่งของวางขวาง ถูกล็อก หรือมีลักษณะไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ซึ่งคำให้การของพนักงานและผู้มาใช้บริการสอดคล้องกันว่า ผู้ประกอบการขาดความระมัดระวังตามมาตรฐานที่ควรปฏิบัติ จนนำไปสู่การสรุปสำนวนส่งฟ้องในครั้งนี้