ฟังอีกมุม! อาจารย์นิติฯ มอดัง เปิดเงื่อนไข โทษประหาร ชี้ไม่ใช่ทุกคดีที่ใช้ได้
ฟังอีกมุม! อาจารย์นิติฯ มอดัง เปิดเงื่อนไข โทษประหาร ชี้ไม่ใช่ทุกคดีที่ใช้ได้
ข่าวสังคม - โซเชียล

ฟังอีกมุม! อาจารย์นิติฯ มอดัง เปิดเงื่อนไข โทษประหาร ชี้ไม่ใช่ทุกคดีที่ใช้ได้

ฟังข่าวนี้

วันที่ 2 สิงหาคม 2569 รศ.ดร.รณกรณ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโทษประหารชีวิต หลังประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกมาพูดถึงอย่างกว้างขวางจากคดีฆาตกรรมสองพี่น้องชาวรัสเซีย โดยอธิบายถึงหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชน แนวคิดด้านการลงโทษ และข้อจำกัดในการใช้โทษประหารชีวิตในประเทศไทย

รศ.ดร.รณกรณ์ ระบุว่า ผมแชร์มุมมองเรื่องโทษประหารชีวิต ดังนี้ 

1. ประเทศส่วนใหญ่ในโลกเป็น Abolitionist คือยกเลิกโทษประหารชีวิตไปแล้ว เหลือเพียง 54 ประเทศ หรือเพียงประมาณ 27% ที่ยังคงมีการใช้โทษประหารชีวิต (Retentionist) อยู่

2. แต่เราต้องไม่ลืมว่า ขนาดของประชากรแต่ละประเทศไม่เท่ากัน ในบรรดา 10 ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในปัจจุบัน มีเพียงบราซิล ซึ่งยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับความผิดทั่วไป และรัสเซีย ซึ่งระงับการประหารชีวิตมาเป็นเวลานาน ที่ไม่อยู่ในกลุ่ม retentionist ส่วนอีก 8 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย จีน สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย ปากีสถาน ไนจีเรีย บังกลาเทศ และเอธิโอเปีย ยังคงมีโทษประหารชีวิตสำหรับความผิดทั่วไป ทำให้ประชากรประมาณสองในสามของโลกยังเป็นประชากรที่อาศัยอยู่ในประเทศที่ยังมีโทษประหารชีวิต

3. ในเชิง “กฎหมายสิทธิมนุษยชน” ที่มีผลผูกพันประเทศไทย (กฎหมายสิทธิมนุษยชนมีหลายระดับ) การประหารชีวิตไม่ได้เป็นสิ่งที่ต้องห้ามโดยเด็ดขาด แต่ก็มีเงื่อนไขการใข้อยู่หลายประการ ซึ่งน่าคิดว่าประเทศไทยสามารถปฏิบัติตามได้ทุกข้อหรือไม่ ได้แก่

3.1 ต้องใช้โทษประหารชีวิตกับอาชญากรรมที่ร้ายแรงที่สุด (most serious crime) เท่านั้น โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) ซึ่งเป็นกลไกประจำ ICCPR ให้ความเห็นว่า most serious crime หมายถึงการฆ่าคนตายโดยเจตนาเท่านั้น ไม่รวมถึงความผิดฐานอื่น ๆ เช่น การทุจริต การค้ายาเสพติด หรือการข่มขืนที่ทำให้ผู้เสียหายเสียชีวิตโดยที่ผู้กระทำไม่มีเจตนาฆ่า แต่กฎหมายของประเทศไทยยังคงกำหนดระวางโทษประหารชีวิตกับความผิดในกลุ่มนี้อยู่ แม้ในระยะหลังจะมีการลดจำนวนฐานความผิดลง และไม่ปรากฏว่ามีการบังคับใช้โทษประหารชีวิตกับผู้กระทำผิดกลุ่มนี้จริง ๆ ก็ตาม

3.2 ต้องให้สิทธิจำเลยในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ (fair trial) เช่น ต้องสามารถอุทธรณ์ไปยังศาลที่สูงขึ้นได้ มีทนายความ ได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ (presumption of innocence) พยานหลักฐานต้องพิสูจน์จนสิ้นสงสัยว่าจำเลยกระทำผิดจริง รวมทั้งต้องไม่ประหารเด็กหรือหญิงมีครรภ์ ซึ่งในเรื่องนี้ หลักการของกฎหมายไทยได้รับประกันสิทธิเหล่านี้ไว้ครบถ้วน ส่วนประสิทธิภาพในทางปฏิบัติเป็นรื่องที่อาจต้องแยกบทสนทนาออกไป

3.3 เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ประหารชีวิตแล้ว ต้องไม่ให้ผู้ต้องขังรอนานเกินสมควร เพราะการรอโดยไม่รู้ว่าจะถูกประหารชีวิตเมื่อไหร่ ถือเป็นการรอความตายที่สร้างความทุกข์ทรมาน (death row phenomenon) ซึ่งการรอนานเกิน 3-5 ปี อาจถือได้ว่ารัฐกระทำการที่โหดร้ายและไร้มนุษยธรรมต่อนักโทษประหาร ในบางประเทศ จึงมีหลักการว่า หากรอนานเกินไปให้ถือเป็นความผิดพลาดของรัฐ และต้องลดโทษลงเหลือเพียงจำคุกตลอดชีวิต

3.4 วิธีการประหารชีวิตต้องมีมนุษยธรรม คือไม่สร้างความเจ็บปวดทรมานเกินความจำเป็น และต้องเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ดังนั้น การประหารในที่สาธารณะ หรือการแขวนคอในลักษณะที่ทำให้ขาดอากาศหายใจอย่างช้า ๆ จึงไม่สามารถทำได้ แต่หากเป็นการแขวนคอด้วยวิธีที่ทำให้กระดูกคอหักและเสียชีวิตทันที ถือว่ายังอยู่ในวิสัยที่ทำได้

4. ในส่วนของทฤษฎีการลงโทษ ผมไม่ให้น้ำหนักกับผลลัพธ์เชิงข่มขู่ยับยั้ง (deterrence) มากนัก ไม่ใช่แค่เฉพาะกับโทษประหารชีวิต แต่รวมถึงโทษอื่น ๆ ด้วย แน่นอนว่าการลงโทษหรือข่มขู่มันคงมีผลเชิงห้ามปรามอยู่บ้าง แต่ในช่วงเวลาวิกฤตหรือเผชิญเหตุการณ์เฉพาะหน้า ผมไม่เชื่อว่าผู้กระทำผิด โดยเฉพาะในกลุ่มอาชญากรรมทั่วไป (street crime) จะเป็นคนที่มีเหตุมีผล (rational being) ถึงขั้นมานั่งชั่งน้ำหนักว่า หากกระทำผิดแล้วจะต้องเผชิญกับโทษที่รุนแรงเพียงใด

แต่ผมเชื่อในหลักความสมควรแห่งโทษ (just deserts) นั่นคือเมื่อคุณทำผิด คุณก็ต้องถูกลงโทษให้สาสมกับความผิด (สาสมในที่นี้แปลว่าได้สัดส่วนกับความร้ายแรงของผลและการกระทำที่น่าตำหนิ ไม่ใช่การลงโทษแบบสาแก่ใจ)

ดังนั้น ต่อให้การประหารชีวิตผู้กระทำความผิดไม่ได้ทำให้อาชญากรรมลดลงหรือไม่สามารถข่มขู่บุคคลอื่นได้ สำหรับผม นั่นก็ไม่ใช่คำถามชี้ขาด แต่หลักความสมควรแห่งโทษจะรองรับโทษประหารชีวิตได้ก็ต่อเมื่อความผิดและระดับความน่าตำหนิของผู้กระทำร้ายแรงถึงระดับนั้นจริง ๆ และศาลได้พิจารณาเป็นรายกรณีแล้ว ไม่ใช่ลงโทษโดยอัตโนมัติ

แต่ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ว่า

1. เรามั่นใจจริง ๆ ใช่ไหมว่าเขาผิดจริง เพราะเมื่อเขาตายไปแล้ว เราไม่สามารถชุบชีวิตเขาขึ้นมาเพื่อกล่าวคำขอโทษได้

2. เราใช้โทษนี้กับความผิดที่รุนแรงและเหมาะสมที่จะต้องประหารจริง ๆ ใช่ไหม หากเป็นการฆ่าคนตายโดยเจตนา ผมเห็นด้วยว่ารุนแรงเพียงพอ แต่หากเป็นการทุจริตหรือการค้ายาเสพติด ผมมองว่ายังไม่ถึงขั้นนั้น

3. เราปล่อยให้เขารอรับโทษนานเกินไป หรือประหารด้วยวิธีการที่โหดร้ายทารุณเกินไปหรือไม่

ผมไม่ได้เชียร์ให้ประหารชีวิต และก็ไม่ได้ต่อต้านโทษประหารชีวิตทุกกรณี แต่สำหรับผม การถกเถียงเรื่องโทษประหารชีวิตไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงคำถามว่าโทษนี้ช่วยลดอาชญากรรมหรือไม่ หรือผู้กระทำความผิดสมควรตายหรือไม่ แต่ต้องถามด้วยว่า ระบบยุติธรรมของเรามีความน่าเชื่อถือ เป็นธรรม และถูกจำกัดด้วยหลักกฎหมายมากพอที่จะมอบอำนาจซึ่งไม่อาจแก้ไขย้อนหลังเช่นนี้ให้แก่รัฐหรือไม่

นี่คือกรอบที่ผมคิดว่าเราควรใช้พูดคุยและถกเถียงเรื่องโทษประหารชีวิตในประเทศไทยครับ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ