กมธ.จี้หนัก! เปิดตัวเลขน่าห่วง โรงงานเถื่อนเกือบ 20 แห่ง กากพิษ 67 จุด เจ้าหน้าที่แค่ 4-5 คน ถามแค่นี้จะรับ EEC ไหวหรือ
กมธ.จี้หนัก! เปิดตัวเลขน่าห่วง โรงงานเถื่อนเกือบ 20 แห่ง กากพิษ 67 จุด เจ้าหน้าที่แค่ 4-5 คน ถามแค่นี้จะรับ EEC ไหวหรือ
ข่าวสังคม - โซเชียล

กมธ.จี้หนัก! เปิดตัวเลขน่าห่วง โรงงานเถื่อนเกือบ 20 แห่ง กากพิษ 67 จุด เจ้าหน้าที่แค่ 4-5 คน ถามแค่นี้จะรับ EEC ไหวหรือ

ฟังข่าวนี้

วันที่ 17 กันยายน 2569 คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมี ภคมน หนุนอนันต์ เป็นประธานกรรมาธิการ ประชุมพิจารณาศึกษาปัญหาการลักลอบทิ้งและการจัดการกากอุตสาหกรรมในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี รวมถึงพิจารณาความพร้อมและข้อจำกัดของจังหวัดปราจีนบุรีในการเข้าสู่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC

ช่วงเช้า ตัวแทนภาคประชาชนได้สะท้อนปัญหามลพิษในพื้นที่ โดยระบุว่าปัจจุบันส่งผลกระทบทั้งต่อสุขภาพและวิถีชีวิตของประชาชน พร้อมนำหลักฐานภาพและคลิปเสียงจากชุมชนมาแสดงต่อที่ประชุม ทั้งกรณีน้ำเสียสีดำไหลเข้าสู่พื้นที่บ้านเรือนและลงสู่แม่น้ำปราจีนบุรี รวมถึงปัญหากลิ่นเหม็นที่กระทบเด็กนักเรียนจนมีอาการแสบตา ปวดศีรษะ ต้องสวมหน้ากากอนามัยและรับยาเพื่อบรรเทาอาการ

เครือข่ายภาคประชาชนระบุว่า ขณะนี้รวบรวมจุดลักลอบทิ้งกากพิษและน้ำเสียในจังหวัดปราจีนบุรีได้อย่างน้อย 67 จุด พบทั้งการนำขยะอิเล็กทรอนิกส์และสารเคมีมาทิ้งในพื้นที่ การลักลอบทิ้งสารโซลเวนต์ การปล่อยน้ำเสียลงพื้นที่เกษตรและคลองสาธารณะ รวมถึงบ่อน้ำเสียที่ไม่มีระบบป้องกันการรั่วซึม

นอกจากนี้ ยังเกิดเหตุเพลิงไหม้บ่อขยะในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติหลายครั้ง จนส่งผลกระทบต่อชุมชนและผู้ป่วยในพื้นที่ โดยตั้งแต่ปี 2560 ถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2569 พบว่าเกิดอุบัติภัยในโรงงานอย่างน้อย 24 ครั้ง และมีพื้นที่ที่โรงงานก่อผลกระทบกระจุกตัวอยู่ในอำเภอศรีมหาโพธิและอำเภอกบินทร์บุรีรวมกว่า 53 จุด ขณะที่มีโรงงานเถื่อนเกือบ 20 แห่งที่ยังคงดำเนินกิจการอยู่

ภาคประชาชนยังร้องเรียนถึงปัญหาการเข้าถึงข้อมูลผลตรวจวิเคราะห์มลพิษ โดยระบุว่าเคยยื่นหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง แต่ไม่ได้รับคำตอบที่ตรงประเด็น ขณะเดียวกัน หลักฐานของเสียจากอุตสาหกรรมบางส่วนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจัดเก็บไว้เป็นของกลาง กลับได้รับแจ้งจากตำรวจว่าหลักฐานดังกล่าวถูกทำลายแล้ว

ด้านสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี ในฐานะผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัด ชี้แจงว่า จังหวัดได้ดำเนินการตรวจสอบและดำเนินคดีในหลายกรณี มีการลงพื้นที่ เก็บตัวอย่าง และแจ้งความตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงออกคำสั่งทางปกครองให้ผู้ครอบครองดำเนินการกำจัดอย่างถูกต้อง

พร้อมระบุว่า กากพิษจำนวนมากถูกนำมาจากพื้นที่อื่นเพื่อลักลอบทิ้งในบ่อลูกรังร้างและฝังกลบ

สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดยอมรับว่า ปัญหาดังกล่าวเป็น ปัญหาเร่งด่วน และอยู่ระหว่างรวบรวมกรณีลักลอบทิ้ง เพื่อเสนอกรมโรงงานอุตสาหกรรมขอใช้กองทุนฟื้นฟู พร้อมเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากเจ้าของที่ดินหรือผู้ต้องหา

นอกจากนี้ ยังรับปากว่าจะจัดทำ Public Mapping เพื่อเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนสามารถติดตามได้ อย่างไรก็ตาม สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดยอมรับว่า ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่เพียง 4–5 คน ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบพื้นที่ได้อย่างครอบคลุม

ด้านกรมโรงงานอุตสาหกรรมชี้แจงว่า อยู่ระหว่างผลักดันการแก้ไขกฎหมายโรงงานและกฎหมายเกี่ยวกับกากอุตสาหกรรม เพื่อจัดตั้งกองทุนสำหรับเยียวยาและฟื้นฟูพื้นที่ พร้อมระบุว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมได้กำชับให้พิจารณาปิดโรงงานที่สร้างผลกระทบร้ายแรง

ส่วนการตรวจหากากอุตสาหกรรมที่ฝังอยู่ใต้ดิน จำเป็นต้องใช้งบประมาณและหลักวิชาการ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมขอใช้งบกลางปี 2570 ขณะที่การเปิดเผยผลตรวจแล็บยังต้องดำเนินการตามขั้นตอนและระเบียบของหน่วยงาน

กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ได้ตั้งคำถามต่อหน่วยงานถึงประสิทธิภาพของมาตรการที่ดำเนินการอยู่ โดยตั้งข้อสังเกตว่า การชี้แจงของหน่วยงานยังคงเป็นรูปแบบเดิม ขณะที่ปัญหายังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

พร้อมชี้ว่า หากจังหวัดยอมรับว่าเป็นปัญหาเร่งด่วน ก็ควรมีมาตรการที่รวดเร็วและเป็นรูปธรรม มากกว่าการตั้งคณะกรรมการตามกระบวนการปกติ รวมถึงควรพิจารณามาตรการทางกฎหมาย เช่น การขอศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว หรือการสั่งระงับการประกอบกิจการในกรณีที่มีความจำเป็น

กมธ. ยังเสนอให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรีจัดทำ Public Mapping โดยรวบรวมข้อมูลจุดลักลอบทิ้ง ประเภทสารเคมีหรือกากอุตสาหกรรมที่ตรวจพบ หน่วยงานหรือผู้รับผิดชอบ และสถานะการฟื้นฟู เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและติดตามการแก้ไขปัญหาได้

ขณะเดียวกัน ยังสะท้อนปัญหาหลักเกณฑ์การใช้ดุลพินิจในการลงโทษโรงงานว่า หากพบการกระทำผิดซ้ำ จะต้องดำเนินการถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตเมื่อใด รวมถึงควรกำหนดเกณฑ์และหลักฐานในการขุดตรวจหากากอุตสาหกรรมใต้ดินให้ชัดเจน

สำหรับแนวทางดำเนินการต่อจากนี้ กมธ.พัฒนาการเมืองฯ จะทำหนังสือถึงรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีกรมการปกครอง เพื่อรายงานข้อเท็จจริงและขอให้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา

พร้อมทั้งเตรียมส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. พิจารณาประเด็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 และพิจารณาดำเนินการทางศาลปกครองในกรณีที่เจ้าหน้าที่ละเลยหรือล่าช้าในการปฏิบัติหน้าที่

นอกจากนี้ กมธ. ยังเตรียมประสานจเรตำรวจแห่งชาติให้ตรวจสอบกรณีของกลางขยะอันตรายที่สูญหายหรือถูกนำไปทำลาย เพื่อพิจารณาว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายหรือไม่

พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า จากคำชี้แจงของสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดที่ระบุว่า ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่เพียง 4–5 คน จะมีความพร้อมเพียงพอในการรองรับการเข้าสู่ EEC ของจังหวัดปราจีนบุรีหรือไม่

ส่วนช่วงบ่าย กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ได้พิจารณาความพร้อมและข้อจำกัดของจังหวัดปราจีนบุรีในการเข้าสู่ EEC โดยในการประชุมร่วมกับคณะกรรมาธิการ ภาคประชาชนได้สะท้อนความกังวลต่อการขยายพื้นที่ EEC มายังจังหวัดปราจีนบุรี

โดยเกรงว่าอาจนำไปสู่การเปลี่ยนผังเมืองและการเพิ่มจำนวนโรงงานที่มีความเสี่ยงด้านมลพิษ ซึ่งอาจซ้ำเติมปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและสารเคมีที่ส่งผลต่อสุขภาพและแหล่งน้ำของชุมชน

พร้อมเสนอให้ภาครัฐให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจเกษตรอย่างยั่งยืน และใช้ศักยภาพของท้องถิ่น แทนการมุ่งขยายภาคอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว

ด้านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ชี้แจงว่า การส่งเสริมการลงทุนต้องดำเนินควบคู่กับการปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด และพร้อมรับเรื่องร้องเรียนเพื่อตรวจสอบโรงงานที่สร้างผลกระทบ รวมถึงพิจารณาเพิกถอนสิทธิประโยชน์หากตรวจพบการกระทำผิด

ขณะที่สภาพัฒน์ระบุว่า มีความกังวลต่อการขยายพื้นที่ EEC เช่นเดียวกับภาคประชาชน โดยเสนอให้ประเมินความคุ้มค่าของการใช้พื้นที่ EEC เดิมก่อน และหากจะขยายมายังจังหวัดปราจีนบุรี จำเป็นต้องแสดงเหตุผลและความจำเป็นอย่างชัดเจน

พร้อมทั้งต้องประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชน ก่อนพิจารณาขยายพื้นที่ต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ