กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม กก.3 บก.ปอศ ได้ร่วมกันจับกุมตัวผู้ต้องหา น.ส.เอ (นามสมมติ) อายุ 33 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญาธนบุรี ที่ 1277/2568 ลงวันที่ 29 ธ.ค.2568 ความผิดฐาน ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน โดยแสดงตนเป็นคนอื่น และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน หรือเปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยไม่ได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด

สถานที่จับกุม บริเวณหน้าบ้านพักแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ ซ.เคหะฉลองกรุง แขวงลำผักชี เขตหนองจอก กรุงเทพฯ
พฤติการณ์ สืบเนื่องจากช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2568 ได้มีกลุ่มผู้เสียหายจำนวนหลายรายที่เคยตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์มาก่อน ได้รับความเดือดร้อนซ้ำเติมหลังหลงเชื่อโฆษณาบนแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก ซึ่งกลุ่มมิจฉาชีพได้สร้างเพจปลอมขึ้นมาเพื่อหาประโยชน์จากความเดือดร้อนของประชาชน โดยพบเคสความเสียหายที่เชื่อมโยงกันในระบบกว่า 5 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวม 267,614.31 บาท ผู้เสียหายจึงได้เข้าแจ้งความออนไลน์จนนำไปสู่การอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องในเครือข่ายบัญชีม้า

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร.ในฐานะผู้อำนวยศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะรอง ผอ.ศปอส.ตร. และ ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกวาดล้างอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ ทำการสืบสวนเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวพบว่า แผนประทุษกรรมของคนร้ายกลุ่มนี้ จะใช้วิธีเปิดเพจเฟซบุ๊กชื่อ “Online Investigation” แอบอ้างใช้ภาพของนายตำรวจระดับสูงและเนื้อหาเชิญชวนว่า “เผยวิธีเอาเงินคืนจากมิจฉาชีพ ส่งหลักฐานผ่านทางเพจ ไม่ต้องไปสำนักงาน รอรับเงินคืน”
เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อกดลิงก์ ระบบจะนำเข้าสู่แอปพลิเคชันไลน์โดยอัตโนมัติ จากนั้นจะมีการแบ่งหน้าที่กันทำเป็นขบวนการรวม 4 ราย แอบอ้างเป็น แอดมินเพจ, เจ้าหน้าที่ IT, เจ้าหน้าที่บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ชื่อดัง และยังใช้ชื่อบัญชีไลน์ “CIB ตำรวจสอบสวนกลาง” ปลอมตัวเป็นนายตำรวจอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ก่อนจะหลอกลวงให้ผู้เสียหายโอนเงินโดยอ้างว่าเป็นค่าดำเนินการตรวจสอบและค่าธรรมเนียมในการนำเงินคืน ในระหว่างกระบวนการหลอกลวง กลุ่มคนร้ายได้ให้ผู้เสียหายโอนเงินเข้าสู่บัญชีธนาคารซึ่งเป็นบัญชีม้าของ น.ส.เอ (นามสมมติ) ผู้ต้องหา แต่เมื่อผู้เสียหายโอนเงินไปแล้ว กลับไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ และยังถูกกลุ่มคนร้ายออกอุบายแกมบังคับให้ต้องโอนเงินเพิ่ม โดยอ้างว่าเป็นค่าธรรมเนียมกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต. เมื่อผู้เสียหายเริ่มรู้ตัวว่ากำลังถูกหลอกซ้ำซ้อนและไม่มีการคืนเงินจริง จึงได้รวบรวมหลักฐานเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ภายหลังได้รับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.ปอศ. ได้ทำการสืบสวนทางเทคโนโลยีและแกะรอยเส้นทางการเงินอย่างละเอียด จนกระทั่งทราบแหล่งที่พักอาศัยปัจจุบันของผู้ต้องหา จึงได้นำกำลังเข้าปิดล้อมและจับกุม น.ส.เอ (นามสมมติ) ได้ในที่สุด ต่อมาเจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สน.ภาษีเจริญ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา รับสารภาพว่า ตนเองได้เปิดบัญชีธนาคารผ่านช่องทางออนไลน์จริง โดยมีคนรู้จักมาขอร้องให้ช่วยเปิดเนื่องจากอ้างว่าไม่มีเงิน และตกลงว่าจะให้ค่าตอบแทนบัญชีละ 5,000 บาทในภายหลังด้วยความไว้ใจจึงยอมเปิดและติดตั้งแอปพลิเคชันให้ไป แต่สุดท้ายติดต่อคนรู้จักไม่ได้และไม่ได้เงิน จนกระทั่งมาถูกตำรวจจับกุม
