วันที่ 13 เมษายน 2569 นายศุภเสฏฐ์ คณากูล นายกสมาคมคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน (ปส.กช.) เปิดเผยถึงสถานการณ์โรงเรียนเอกชนในปี 2569 ว่า มีแนวโน้มปิดตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา โดยจากเดิมมีโรงเรียนทยอยปิดปีละประมาณ 30-50 แห่ง แต่ในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็นราว 70-80 แห่ง ซึ่งถือว่าสูงผิดปกติ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่มีโรงเรียนปิดตัวลงจำนวนมาก อาทิ โรงเรียนไผทอุดมศึกษา และโรงเรียนถนอมพิศวิทยา

นายศุภเสฏฐ์ ระบุว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมาโรงเรียนเอกชนพยายามปรับตัวเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครอง โดยเฉพาะค่ารถรับส่งนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม แนวโน้มจำนวนนักเรียนในโรงเรียนเอกชนยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากโรงเรียนภาครัฐเปิดรับนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4 แบบไม่จำกัดจำนวนจนกว่าจะเต็ม อีกทั้งยังมีการขยายขนาดห้องเรียนจากเดิม 40 คน เป็น 42-44 คนต่อห้องในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ส่งผลให้โรงเรียนเอกชนสูญเสียโอกาสในการรับนักเรียนใหม่
พร้อมกันนี้ โรงเรียนเอกชนยังเรียกร้องให้ภาครัฐสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษา โดยเฉพาะการสนับสนุนงบประมาณด้านอาหารกลางวัน พร้อมเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการทบทวนโครงสร้างการจัดสรรงบประมาณใหม่ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายที่ผู้ปกครองต้องรับผิดชอบ ทั้งนี้ แม้ค่าเล่าเรียนของห้องเรียนพิเศษในโรงเรียนเอกชนบางแห่งจะต่ำกว่าโรงเรียนในสังกัด สพฐ. แต่โรงเรียนรัฐกลับมีค่าใช้จ่ายแฝงเพิ่มเติม เช่น ค่าประกันอุบัติเหตุ ค่าอุปกรณ์การเรียน และค่าครูพิเศษ ซึ่งต่างจากโรงเรียนเอกชนที่รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดไว้ในค่าเทอม
นายศุภเสฏฐ์ ยังกล่าวถึงปัจจัยที่ทำให้โรงเรียนเอกชนหลายแห่งต้องปิดตัวว่า มีตั้งแต่ปัญหาต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น ไปจนถึงข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ โดยบางโรงเรียนตั้งอยู่บนที่ดินที่มีมูลค่าสูง ทำให้เจ้าของตัดสินใจนำไปพัฒนาเป็นธุรกิจประเภทอื่นที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า ขณะเดียวกันยังเผชิญการแข่งขันจากโรงเรียนนานาชาติที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง จากความต้องการของผู้ปกครองที่มองหาหลักสูตรต่างประเทศ ส่งผลให้กลุ่มทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีน รวมถึงนักธุรกิจไทย หันมาลงทุนในธุรกิจโรงเรียนนานาชาติเพิ่มขึ้น เนื่องจากเห็นโอกาสในการเติบโตและผลตอบแทนที่สูง
ทั้งนี้ การขยายตัวของโรงเรียนนานาชาติเริ่มส่งผลกระทบต่อทั้งโรงเรียนเอกชนและโรงเรียนรัฐ โดยพบว่าโรงเรียนรัฐบางแห่งเปิดห้องเรียนพิเศษที่มีค่าใช้จ่ายสูงถึง 60,000-70,000 บาทต่อปี ซึ่งเมื่อเพิ่มค่าใช้จ่ายอีกเล็กน้อย ผู้ปกครองสามารถเลือกส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติได้
อย่างไรก็ตาม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ได้พยายามกำกับดูแลคุณภาพของโรงเรียนนานาชาติ หลังได้รับเรื่องร้องเรียนในบางกรณี เช่น การเปิดดำเนินการโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง โดยอยู่ระหว่างการพัฒนาปรับปรุงกฎหมายให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ซึ่งมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาแนวทางการกำกับดูแล เพื่อให้ระบบการศึกษามีมาตรฐานและเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วนในระยะยาว