กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน ประชาสัมพันธ์ข้อกฎหมายเกี่ยวกับการจัดเก็บน้ำมันเชื้อเพลิง พร้อมแนะนำแนวทางการเติมและเก็บรักษาน้ำมันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อป้องกันอันตรายและลดความเสี่ยงจากอัคคีภัย

กรมธุรกิจพลังงาน ระบุว่า กฎหมายว่าด้วยการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงกำหนดให้ประชาชนสามารถจัดเก็บน้ำมันได้โดยไม่ต้องขออนุญาต หากมีปริมาณไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งสถานที่ดังกล่าวจะถือเป็น สถานที่เก็บรักษาน้ำมันลักษณะที่หนึ่ง โดยแบ่งตามระดับความไวไฟ ดังนี้
1. ไวไฟมาก (เบนซิน)
ปริมาณรวมกันไม่เกิน 40 ลิตร
2. ไวไฟปานกลาง (น้ำมันก๊าด)
ปริมาณรวมกันไม่เกิน 227 ลิตร
3. ไวไฟน้อย (ดีเซล และน้ำมันหล่อลื่น)
ปริมาณรวมกันไม่เกิน 454 ลิตร
ภาชนะที่สามารถใช้บรรจุน้ำมันได้ มีดังนี้
1. กระป๋องน้ำมัน
ภาชนะพลาสติก: น้ำมันไวไฟมากบรรจุได้ไม่เกิน 4 ลิตรต่อถัง และน้ำมันไวไฟปานกลางหรือไวไฟน้อยบรรจุได้ไม่เกิน 20 ลิตรต่อถัง
ภาชนะเหล็กเคลือบดีบุก: ใช้กับน้ำมันไวไฟปานกลางและไวไฟน้อย ขนาดไม่เกิน 20 ลิตร
2. ถังน้ำมัน
ภาชนะเหล็ก: ใช้ได้กับน้ำมันทุกชนิดความไวไฟ ขนาดไม่เกิน 227 ลิตร
ทั้งนี้ หากมีความประสงค์จัดเก็บน้ำมันเกินกว่าปริมาณที่กำหนด จะเข้าข่ายเป็น สถานที่เก็บรักษาน้ำมันลักษณะที่สอง ซึ่งต้องแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบ ธพ.ป.9 ก่อนดำเนินการ
5 ข้อควรปฏิบัติในการเติมน้ำมันลงภาชนะ ได้แก่
1. ใช้ภาชนะสำหรับน้ำมันโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันการทำปฏิกิริยากับสารเคมี
2. เติมน้ำมันไม่เกิน 90% ของความจุภาชนะ
3. ห้ามมีประกายไฟระหว่างเติมน้ำมันโดยเด็ดขาด
4. เสียบหัวจ่ายในช่องเติมก่อนจ่ายน้ำมัน และปิดฝาให้สนิทเพื่อลดการรั่วไหล
5. ระหว่างขนส่งห้ามวางซ้อนทับกัน และต้องยึดภาชนะให้แน่นหนา
ภาชนะที่ห้ามนำมาใช้บรรจุน้ำมันโดยเด็ดขาด
เนื่องจากไม่ได้ออกแบบสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิง อาจเกิดการทำปฏิกิริยา รั่วซึม หรือระเบิดได้ ได้แก่
- ขวดน้ำดื่มพลาสติก (PET)
- แกลลอนนม/น้ำผลไม้
- กระติกน้ำแข็ง
กรมธุรกิจพลังงานเตือนว่า ผู้ฝ่าฝืนอาจมีโทษจำคุก หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พร้อมขอความร่วมมือประชาชนปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยของตนเองและสังคมส่วนรวม