เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2569 น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในช่วงฤดูร้อนของทุกปีระหว่างเดือนมีนาคม - พฤษภาคม มักพบเหตุจมน้ำเกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยจากข้อมูลสถิติย้อนหลัง 10 ปี ระหว่างปี พ.ศ.2559 - 2568 พบว่ามีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำเฉลี่ยปีละ 964 คน

ทั้งนี้ กลุ่มอายุที่มีอัตราการเสียชีวิตมากที่สุดคือช่วงอายุ 45 - 59 ปี คิดเป็นร้อยละ 27.9 รองลงมาคือกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 21.7 และเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ร้อยละ 20.3 อย่างไรก็ตาม ในช่วงปิดภาคเรียนพบว่าเด็กมีความเสี่ยงเสียชีวิตจากการจมน้ำสูง โดยคิดเป็นถึง 1 ใน 3 ของการเสียชีวิตจากการจมน้ำตลอดทั้งปี
สำหรับสาเหตุหลักของการจมน้ำ ส่วนใหญ่มาจากการลงเล่นน้ำ คิดเป็นร้อยละ 51.6 รองลงมาคือการพลัดตกหรือลื่นตกน้ำ ร้อยละ 25.2 โดยสถานที่เกิดเหตุส่วนใหญ่มักเป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น บ่อขุด สระน้ำ คลอง และแม่น้ำ คิดเป็นร้อยละ 73.1 ที่สำคัญผู้เสียชีวิตเกือบทั้งหมดไม่ได้สวมเสื้อชูชีพ คิดเป็นร้อยละ 98.4
นอกจากนี้ ช่วงเวลาที่เกิดเหตุจมน้ำมากที่สุดคือระหว่างเวลา 12.00 - 17.59 น. คิดเป็นร้อยละ 60 และผู้ประสบเหตุส่วนใหญ่มักอยู่กับเพื่อนในขณะเกิดเหตุ คิดเป็นร้อยละ 41.4 ขณะที่ผู้ประสบเหตุจมน้ำจำนวนมากถึงร้อยละ 76.5 เสียชีวิต สะท้อนให้เห็นว่าเหตุจมน้ำสามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและมีความรุนแรงสูง จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันเป็นอันดับแรก
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลขอเน้นย้ำให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการทำกิจกรรมทางน้ำในช่วงฤดูร้อน โดยเฉพาะการดูแลเด็กและผู้สูงอายุอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งสวมเสื้อชูชีพทุกครั้งเมื่อโดยสารเรือหรือทำกิจกรรมทางน้ำ และหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางน้ำ
ขณะเดียวกัน ยังได้เน้นย้ำให้แหล่งท่องเที่ยวทางน้ำจัดโซนนิ่งพื้นที่เล่นน้ำอย่างเหมาะสม มีเจ้าหน้าที่ชีวพิทักษ์ (Lifeguard) ดูแลความปลอดภัย รวมถึงจัดเตรียมอุปกรณ์ช่วยชีวิตให้เพียงพอ และกำหนดมาตรการห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่
นอกจากนี้ ยังขอความร่วมมือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคีเครือข่ายในพื้นที่ สำรวจและจัดการแหล่งน้ำเสี่ยง เช่น การติดตั้งรั้ว ป้ายเตือน และกำหนดกฎระเบียบด้านความปลอดภัย เพื่อช่วยป้องกันอุบัติเหตุทางน้ำและลดการสูญเสียชีวิตของประชาชน