จากกรณีที่ก่อนหน้านี้ เพจเฟซบุ๊ก หมอปลาช่วยด้วย ได้โพสต์คลิปพระสูงอายุกำลังให้สีกาผู้หญิงสูงอายุรายหนึ่ง สีกานวดบ่าหลังไหล่ใกล้ๆ ยังพบมีพระอีกรูปหนึ่งอยู่ด้วย พร้อมข้อความระบุว่า “พระก้อเมื่อยเป็นเหมือนกันน่ะโยม คนที่นวดพระไม่ใช่แม่และไม่ใช่ญาติน่ะ จังหวัดปราจีนเข้าประกวดน่ะจ๊ะ”

โพสต์ดังกล่าว
ซึ่งหลังจากที่ได้โพสต์คลิปดังหล่าวออกไป ต่างมีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก อาทิ เขาป่วย เขาก็มานวดฟังจากเจตนาบอกให้เอาหมอนตากแดดด้วย, เอาเขามาลงเพื่ออะไร มีคนแก่น่าจะเป็นเครือญาติมานวดให้ คุณต้องการอะไร, ถ้าพระสงฆ์อาพาธ หมอก็สามารถรักษาได้ค่ะอยู่ที่เจตนา, ควรหาหมอผู้ชาย ถ้าพระจะนวด และอื่นๆอีกมากมาย
ล่าสุดมีรายงานว่า ที่บ้าน น.ส.เอ (นามสมมติ) อายุ 21 ปี สาวพนักงานโรงงานแห่งหนึ่งในนิคม 304 ซึ่งพักอาศัยอยู่กับนายทองไส และนางอัมพร พ่อและแม่ ซึ่งมีอาชีพทำเป็นปางไม้ไผ่ทำไม้ไผ่ส่งขาย รับว่าเป็นคลิปที่ตนแอบถ่ายไว้เมื่อวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยถ่ายจากห้องพักภายในบ้าน
น.ส.เอ (นามสมมติ) ระบุว่า พระสำรวย ซึ่งปัจจุบันจำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งในตำบลเดียวกัน พร้อมพระอีก 2 รูป มักเดินทางมาที่บ้านของตนเป็นประจำ เนื่องจากมีความสนิทสนมกับแม่ จากการติดต่อเรื่องซื้อขายไม้ไผ่และที่ดิน โดยบางครั้งหลังออกบิณฑบาตเสร็จ พระสำรวยจะขับรถกระบะมาฉันภัตตาหารที่บ้าน และพักผ่อนอยู่จนถึงช่วงเย็นจึงเดินทางกลับ
เธอกล่าวว่า สาเหตุที่ตัดสินใจถ่ายคลิป เพราะรู้สึกอึดอัดและไม่สะดวกในการใช้ชีวิต เนื่องจากตนเป็นผู้หญิง ต้องการพักผ่อนหลังเลิกงาน หรือทำธุระส่วนตัว แต่กลับมีพระมานั่งและนอนอยู่ภายในบ้าน อีกทั้งยังมีพฤติกรรมที่รับไม่ได้ เช่น การให้ผู้หญิงมานวดภายในบ้าน โดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของคนในบ้าน
นอกจากนี้ พระสำรวยยังมักโทรศัพท์มาสั่งอาหารให้แม่ของตนทำ หรือชวนออกไปทานอาหารข้างนอก รวมถึงเคยเล่าว่าเคยมีภรรยามาแล้ว 9 คน และยังเคยพูดกับหลานในลักษณะไม่เหมาะสมว่า แม่มีหน้าตาเหมือนภรรยาของตน
น.ส.เอ (นามสมมติ) ยังเปิดเผยว่า ตนและพี่สาวเคยร้องเรียนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบ แต่เมื่อมีการขอดูใบสุทธิ พระสำรวยกลับปฏิเสธ โดยอ้างว่าไม่มีสิทธิ์ตรวจสอบ ทำให้รู้สึกหมดที่พึ่ง จึงนำเรื่องราวเผยแพร่ลงในโซเชียล เพื่อขอความช่วยเหลือ
ด้านเจ้าอาวาสวัดที่พระสำรวยและพระอีก 2 รูปพักอาศัยอยู่ ชี้แจงว่า รับทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว โดยโยมอัมพร แม่ของ น.ส.เอ (นามสมมติ) ได้เข้ามาแสดงความบริสุทธิ์ใจ และยืนยันว่ามีความศรัทธาและสนิทสนมกับพระสำรวย ส่วนตัวเห็นว่าท่านไม่ได้กระทำสิ่งใดเสียหาย
สำหรับประวัติจากวัดเดิมนั้นไม่ทราบรายละเอียด แต่เมื่อพระมาขออาศัยอยู่ชั่วคราว ทางวัดได้ตรวจสอบใบสุทธิแล้วพบว่าเป็นพระจริง จึงอนุญาตให้พักได้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้รับเข้าอยู่ในความปกครองของวัดอย่างเป็นทางการ การเดินทางไปไหนหรือการกระทำใด ถือเป็นเรื่องส่วนตัวของพระรูปดังกล่าว
ขณะที่ความคืบหน้าล่าสุด พี่สาวของผู้ร้องเรียนระบุว่า พระวินยาธิการได้ลงพื้นที่เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงที่บ้านแล้ว และนางวารินทร์ สิกขชาติ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดปราจีนบุรี รับทราบเรื่องดังกล่าว โดยเตรียมประสานคณะสงฆ์ เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างละเอียดในวันถัดไป