จากโศกนาฏกรรมขบวนรถด่วนพิเศษที่ 21 เส้นทางสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์-อุบลราชธานี ที่ถูกเครนก่อสร้างทางรถไฟรางคู่ถล่มทับ บริเวณช่วงระหว่างสถานีหนองน้ำขุ่น-สถานีสีคิ้ว บ้านถนนคต ต.สีคิ้ว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เป็นเหตุให้มีผู้โดยสารในรถไฟเสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก
หนึ่งในนั้นคือหญิง อายุ 28 ปี ชาวบ้านตาสะดำใหญ่ ต.บ้านปรือ อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งมีลูกชาย น้องกร อายุ 10 ขวบ โดยพ่อเด็กเสียชีวิตไปนานแล้ว ส่วนเด็กชายตอนนี้ก็มาสูญเสียแม่อีก จึงต้องอาศัยอยู่กับญาติของฝั่งพ่อหรือคุณปู่ ซึ่งเลี้ยงดูเด็กชายมาตั้งแต่ยังเล็ก
โดยทางครอบครัวของปู่ยังใจชื้น เพราะจะได้รับเงินเยียวยาจากอุบัติเหตุที่แม่เด็กชายประสบเหตุในครั้งนี้ ซึ่งทราบข่าวว่าบริษัทและการรถไฟมีการเยียวยาให้กับผู้เสียชีวิตคนละ 1,700,000 บาท แต่กลับกลายเป็นฝันร้าย เมื่อเงินดังกล่าวกลับเข้าบัญชีของคุณตาแทน ทั้งที่ครอบครัวฝั่งปู่เป็นคนที่เลี้ยงเด็กชายมาตั้งแต่เล็ก
สุดท้าย มีการประสานไปยังคุณตาของเด็กชาย ได้รับเงินโอนเข้ามา 200,000 บาท โดยฝั่งคุณตา ชี้แจงว่า เงินส่วนที่หายไปได้นำไปชำระหนี้สินต่างๆ ให้กับนางสาวสุพิณนา (ผู้เสียชีวิต) แต่ปัจจุบันยังไม่สามารถรวบรวมหลักฐาน หรือแจกแจงรายละเอียดการใช้จ่ายทั้งหมดได้ พร้อมยืนยันว่าไม่ได้นำเงินไปใช้ส่วนตัว และยินดีจะรับน้องกรไปดูแลเองหากทางฝั่งปู่ยินยอม
จากเงินเยียวยาหลักล้าน เหลือเพียงเงินบางส่วนที่ตกถึงน้องกร ขณะที่เด็กชายต้องใช้ชีวิตอยู่กับปู่ในบ้านที่ทรุดโทรม แทบไม่หลงเหลือหลักประกันใดๆ สำหรับการศึกษาและการใช้ชีวิตในอนาคต
ในขณะที่ป้า ซึ่งอยู่ในครอบครัวของปู่เด็กชาย เล่าว่า ยอมรับว่าสงสารเด็ก เคยถามว่าอยากไปอยู่กับตาที่เอาเงินไปทั้งหมดหรือไม่ แต่หลานบอกว่าไม่ไป ซึ่งตนก็ไม่อยากให้ไป เพราะเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก ที่ผ่านมาแม่หลานจะโอนเงินมาให้เป็นค่าเลี้ยงดูตลอด แต่ตอนนี้ไม่อยู่แล้ว แต่เราต้องเลี้ยงหลานต่อไปจนโต