ท่ามกลางพระราชพิธีอันสง่างามและเปี่ยมด้วยความหมายของราชสำนักไทย มีพิธีกรรมหนึ่งที่ผู้คนมักได้ยินกล่าวถึงอยู่เสมอเมื่อมีการประกอบพระราชพิธีพระศพของพระบรมวงศานุวงศ์ นั่นคือพิธี “หวีพระเกศาและหักพระสาง”
แม้จะเป็นเพียงขั้นตอนสั้น ๆ ในพระราชพิธีสรงน้ำพระศพ แต่กลับเป็นพิธีกรรมที่สืบทอดมาแต่โบราณ และแฝงไว้ด้วยคติธรรมอันลึกซึ้งเกี่ยวกับชีวิต ความพลัดพราก และความไม่เที่ยงแห่งสรรพสิ่ง
ในราชสำนักไทยแต่โบราณ "พระสาง" หรือหวี เป็นเครื่องใช้ส่วนพระองค์สำหรับทรงพระเกศา จัดเป็นสิ่งของใกล้พระองค์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ดังนั้นเมื่อมีการประกอบพระราชพิธีพระศพ จึงมีการจัดเตรียมเครื่องใช้ส่วนพระองค์ถวายอย่างครบถ้วนตามราชประเพณี เพื่อถวายพระเกียรติเป็นครั้งสุดท้าย
ภายหลังการสรงน้ำพระศพ จะมีการถวายพระสางและประกอบพิธีหวีพระเกศาตามแบบแผนโบราณราชประเพณี โดยสางพระเกศาขึ้นหนึ่งครั้ง ลงหนึ่งครั้ง และสางกลับขึ้นอีกหนึ่งครั้ง
การสางขึ้น เปรียบเสมือนการเทิดพระเกียรติและระลึกถึงพระเกียรติคุณที่ทรงบำเพ็ญมาตลอดพระชนมชีพ
การสางลง สื่อถึงการสิ้นสุดแห่งภารกิจในโลกมนุษย์ และการคืนสู่ความสงบตามครรลองแห่งธรรมชาติ
ส่วนการสางกลับขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เปรียบดังการเชิดชูพระเกียรติคุณให้ดำรงอยู่เหนือกาลเวลา แม้พระชนมชีพจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่พระคุณความดียังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คน
เมื่อเสร็จสิ้นการหวีพระเกศาแล้ว จึงเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญ คือการ "หักพระสาง"
พระสางที่ใช้ประกอบพิธีจะถูกหักออกเป็นสองส่วน แล้ววางลงบนพานที่จัดเตรียมไว้ เป็นสัญลักษณ์ว่าเครื่องใช้ส่วนพระองค์ชิ้นนี้ได้สิ้นสุดหน้าที่ลงแล้ว เช่นเดียวกับพระชนมชีพที่ดำเนินมาจนครบถ้วนสมบูรณ์และถึงวาระสุดท้าย
พระสางที่ถูกหักจะไม่ถูกนำกลับมาใช้อีก เป็นการแสดงถึงการสิ้นสุดแห่งความผูกพันทางโลก และการยอมรับสัจธรรมแห่งชีวิตตามหลักพุทธศาสนา
โบราณราชประเพณีนี้ยังคงได้รับการสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ดังปรากฏในหมายกำหนดการและข่าวในพระราชสำนักเกี่ยวกับพระราชพิธีพระราชทานน้ำสรงพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งจัดขึ้น ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ภายในพระบรมมหาราชวัง
ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นผู้ปฏิบัติพระกรณียกิจหวีพระเกศาถวายพระศพ และทรงหักพระสางตามโบราณราชประเพณี
แม้รายละเอียดของพระราชพิธีส่วนพระองค์จะมิได้มีการเผยแพร่ภาพต่อสาธารณชน แต่เพียงข้อความที่ปรากฏในข่าวพระราชสำนักก็เพียงพอที่จะสะท้อนให้เห็นถึงความหมายอันลึกซึ้งของพิธีกรรมดังกล่าว
นอกจากจะเป็นการปฏิบัติตามราชประเพณีที่สืบทอดมาหลายร้อยปีแล้ว ยังสะท้อนถึงสายสัมพันธ์อันอบอุ่นระหว่างพระเชษฐภคินีกับพระขนิษฐาอีกด้วย
ในวาระสุดท้ายของการอำลาตามแบบแผนราชสำนัก ผู้ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้ปฏิบัติพระกรณียกิจสำคัญนี้ คือพระขนิษฐาผู้ทรงมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเชษฐภคินีมาตลอดพระชนมชีพ
การหวีพระเกศาเป็นครั้งสุดท้าย จึงมิได้มีเพียงความหมายเชิงพิธีกรรม หากยังเปรียบเสมือนการถวายความเคารพ ความรัก และความอาลัยครั้งสุดท้ายจากน้องสาวสู่พี่สาว ภายใต้กรอบแห่งราชประเพณีอันงดงาม
และเมื่อพระสางถูกหักลงตามแบบแผนโบราณ ความหมายของพิธีกรรมก็ดูจะลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพราะมิใช่เพียงการสิ้นสุดการใช้เครื่องใช้ส่วนพระองค์ หากยังเป็นสัญลักษณ์แห่งการกล่าวลา การปล่อยวาง และการยอมรับสัจธรรมของชีวิต
บางครั้ง พิธีกรรมที่เรียบง่ายที่สุด กลับเป็นพิธีกรรมที่บอกเล่าความหมายของชีวิตได้ชัดเจนที่สุด
พระสางไม้เพียงเล่มเดียวที่ถูกหักลงในวันนั้น จึงมิใช่เพียงส่วนหนึ่งของโบราณราชประเพณี หากยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงสัจธรรมที่มนุษย์ทุกคนล้วนต้องเผชิญ ไม่ว่าจะอยู่ในฐานันดรใด
เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่คงอยู่เหนือกาลเวลา มิใช่อำนาจ ยศศักดิ์ หรือทรัพย์สมบัติ หากคือความรัก ความผูกพัน และคุณงามความดีที่บุคคลหนึ่งได้ฝากไว้ในความทรงจำของผู้คนตลอดไป
ขอบคุณข้อมูล เล่าเรื่องสยามแต่ปางก่อน