รายการโหนกระแส วันที่ 17 สิงหาคม 2569 โดยมี “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย” เป็นพิธีกร เชิญ “ป้าดา” หรือ นางชมนภัส น้อยจันทร์ คู่กรณีในข้อพิพาททวงคืนที่ดินของวัดป่าอดุลยาราม อ.เมือง จ.ขอนแก่น เนื้อที่กว่า 21 ไร่ มูลค่าหลักพันล้านบาท มาร่วมพูดคุย พร้อมด้วยทีมทนายความ นักกฎหมาย และพยานฝ่ายวัด เพื่อเปิดมุมมองของแต่ละฝ่ายต่อข้อพิพาทที่เกิดขึ้น
ประเด็นหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง คือเหตุผลที่ป้าดาไม่ได้เดินทางไปพบ “ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ” ประธานคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หลังจากเมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา ป้าดาได้เข้าพบพระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม เพื่อรับฟังข้อมูลและพูดคุยเกี่ยวกับข้อพิพาทที่ดิน
ป้าดาระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวเหมือนอีกฝ่าย “ลักไก่” เพราะกติกาที่เข้าใจคือทั้งสองฝ่ายต้องเดินทางไปพบและพูดคุยกัน แต่กลับไม่มีการเรียกฝ่ายตนซึ่งเป็นทายาทไปหารือโดยตรง พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า “นกหวีดยังไม่ทันเป่า ก็กระโดดกันแล้ว ไปก่อนมันฟาวล์หรือเปล่า” และหากให้ตนไปดักรอพบอีกฝ่าย ก็เกรงว่าจะถูกมองว่าไม่เกี่ยวข้อง จนไม่รู้ว่าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
ระหว่างรายการ หนุ่ม กรรชัย ได้นำพยานบุคคลมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติของวัด โดยพยานระบุว่า วัดแห่งนี้สร้างมานานแล้ว และ “ตาเฮียง” ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินเดิม ได้บริจาคที่ดินเพื่อใช้สร้างวัดจริง
ป้าดากล่าวว่า ไม่ได้ปฏิเสธว่าตาเฮียงเคยมอบที่ดินให้สร้างวัด แต่สิ่งที่ทายาทติดใจคือ ปัจจุบันเอกสารสิทธิยังปรากฏในลักษณะดังกล่าว จึงเกิดความเครียด โดยเฉพาะหลังจากเรื่องกลายเป็นข่าวและมีการพูดถึงการฟ้องร้องหรือดำเนินคดี
ด้าน “ทนายแก้ว” หรือ นายมนต์ชัย จงไกรรัตนกุล ระบุว่า ไม่ได้โต้แย้งว่าเอกสารเดิมเป็นของตาเฮียงจริง แต่เห็นว่าสิทธิในที่ดินได้โอนไปเป็นของวัดแล้ว เนื่องจากมีการประกาศต่อสาธารณชนและมีข้อกฎหมายรองรับ
อย่างไรก็ตาม ป้าดาได้ตั้งคำถามทันทีว่า สิทธิที่อ้างถึงนั้นเป็นเพียงคำพูดหรือวาทกรรมหรือไม่ และมีหลักฐานทางกฎหมายรองรับอย่างไร
ทนายแก้วจึงอธิบายว่า เรื่องดังกล่าวมีหลักเกณฑ์ตามกฎหมายเกี่ยวกับคณะสงฆ์ รวมถึงแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง โดยยกคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1534/2565 และแนวคำพิพากษาที่ 7638/2538 มาประกอบ พร้อมยืนยันว่าในมุมมองทางกฎหมาย ที่ดินดังกล่าวเป็นของวัด
ขณะที่ “มหาหมี” หรือ ดร.ประยุทธ ประเทศเสนา รองประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม ได้กล่าวถึงหลักกฎหมายเกี่ยวกับที่ดินธรณีสงฆ์ และเห็นว่าทุกฝ่ายควรยอมรับกติกาตามกฎหมาย
ช่วงหนึ่ง หนุ่ม กรรชัย ถามป้าดาว่าไม่ได้เคารพกติกาหรือไม่ ทำให้ป้าดาใช้มือตบแขนหนึ่งครั้งพร้อมกล่าวว่า “ฟังก่อน!” ก่อนอธิบายว่า ตนเคารพกติกาอยู่แล้ว แต่ไม่เห็นด้วยที่ทนายแก้วนำคำว่า “ต้องเคารพกติกา” มาใช้กับตนในสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมย้ำว่าไม่มีใครสามารถมาบังคับให้ตนต้องยอมรับกติกาของวงนี้ได้ จนหนุ่ม กรรชัยต้องเบรกเพื่อพักรายการ
ในช่วงครึ่งหลังของรายการ หนุ่ม กรรชัย อธิบายถึงประเด็นที่ป้าดาพยายามชี้แจงว่า ในเอกสารยกที่ดินมีข้อความระบุว่า เจ้าของที่ดินจะยกที่ดินให้ต่อเมื่อมีการสร้างวัดภายในระยะเวลาที่นายอำเภอกำหนด
ด้านมหาหมีอธิบายว่า เมื่อมีการสร้างวัดตามเงื่อนไขแล้ว ที่ดินย่อมตกเป็นของแผ่นดินตามแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง ส่วนการโอนกรรมสิทธิ์มาเป็นชื่อวัดจะเกิดขึ้นเมื่อวัดมีสถานะเป็นนิติบุคคล ซึ่งเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง
อีกประเด็นที่ป้าดาตั้งข้อสงสัย คือเหตุใดในโฉนดที่ดินจึงยังคงเป็นชื่อนายเฮียง หากที่ดินเป็นของวัดแล้ว เหตุใดจึงไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์เป็นชื่อวัด โดยหนุ่ม กรรชัย อธิบายว่า ตามหลักกฎหมายที่ดิน ผู้มีชื่ออยู่ในโฉนดย่อมเป็นผู้มีสิทธิตามเอกสาร จึงเป็นประเด็นที่ฝ่ายป้าดานำไปใช้ในการร้องเรียน
จากนั้นหนุ่ม กรรชัย ได้นำเอกสารที่ระบุว่า นายเฮียงได้ยกที่ดินให้แก่วัด โดยมีพยานรับรอง และมีข้อความระบุว่า หากมีการสร้างวัดแล้วจะดำเนินการโอนที่ดินให้ โดยเอกสารดังกล่าวลงวันที่ 17 สิงหาคม 2533 มาประกอบการพูดคุย
ท้ายที่สุด ทีมทนายความพยายามอธิบายให้ป้าดาเข้าใจว่า สาเหตุที่ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถตกลงกันได้ เป็นเพราะต่างฝ่ายต่างตีความข้อกฎหมายจากคนละมุม อย่างไรก็ตาม ฝ่ายกฎหมายยืนยันว่า เมื่อพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ที่ดินดังกล่าวต้องตกเป็นของวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์เป็นชื่อวัดตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป