วันที่ 16 กันยายน 2569 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. แจ้งเตือน 76 จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงกรุงเทพมหานคร ให้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำท่วมขัง และคลื่นลมแรง ระหว่างวันที่ 15-20 กันยายน 2569 พร้อมจัดทีมปฏิบัติการและเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าประจำพื้นที่เสี่ยง เพื่อพร้อมเข้าเผชิญเหตุและช่วยเหลือประชาชนทันทีหากเกิดสถานการณ์ โดยเฉพาะจุดเสี่ยงที่เคยเกิดน้ำท่วมซ้ำซาก ให้เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อลดผลกระทบจากอุทกภัย พร้อมแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงล่วงหน้า และประชาสัมพันธ์ให้ปฏิบัติตามประกาศเตือนภัยจากทางราชการอย่างเคร่งครัด
นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง หรือ กอปภ.ก. ได้ติดตามสภาวะอากาศและพิจารณาปัจจัยเสี่ยง ประกอบกับกรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย ซึ่งจะมีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 17-20 กันยายน 2569 ฉบับที่ 1 เลขที่ 205/2569 ประกาศเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 เวลา 05.00 น.
ประกาศระบุว่า ระหว่างวันที่ 17-20 กันยายน 2569 ประเทศไทยจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยวันที่ 17 กันยายน 2569 จะเริ่มมีผลกระทบในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก่อนที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้จะได้รับผลกระทบในวันที่ 18 กันยายน 2569
สาเหตุเกิดจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากสาธารณรัฐประชาชนจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ส่งผลให้ร่องมรสุมเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน ขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย จะมีกำลังแรงขึ้น
ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันจะมีกำลังค่อนข้างแรง มีคลื่นสูงประมาณ 2-3 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง คลื่นอาจสูงมากกว่า 3 เมตร
นอกจากนี้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติได้ออกประกาศฉบับที่ 4/2569 เรื่อง เฝ้าระวังน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง ประกาศเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 โดยระบุว่า ระหว่างวันที่ 15–19 กันยายน 2569 มีพื้นที่เสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม รวมถึงน้ำท่วมขังในเขตชุมชนเมืองที่มักเกิดน้ำท่วมเป็นประจำ เนื่องจากการระบายน้ำไม่ทัน
สำหรับพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์ระหว่างวันที่ 15-20 กันยายน 2569 แบ่งเป็นดังนี้
1. พื้นที่เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และน้ำท่วมขัง ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ
2. พื้นที่เฝ้าระวังน้ำท่วมขัง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร
3. พื้นที่เฝ้าระวังคลื่นลมแรงในภาคใต้ จำนวน 6 จังหวัด ได้แก่
1.จังหวัดระนอง บริเวณอำเภอเมืองระนอง อำเภอกะเปอร์ และอำเภอสุขสำราญ
2.จังหวัดพังงา บริเวณอำเภอคุระบุรี อำเภอตะกั่วป่า อำเภอท้ายเหมือง อำเภอตะกั่วทุ่ง และอำเภอเกาะยาว
3.จังหวัดภูเก็ต ทุกอำเภอ
4.จังหวัดกระบี่ บริเวณอำเภอเมืองกระบี่ อำเภออ่าวลึก อำเภอเหนือคลอง อำเภอคลองท่อม และอำเภอเกาะลันตา
5.จังหวัดตรัง บริเวณอำเภอสิเกา อำเภอกันตัง อำเภอหาดสำราญ และอำเภอปะเหลียน และ
6.จังหวัดสตูล บริเวณอำเภอเมืองสตูล อำเภอทุ่งหว้า อำเภอละงู และอำเภอท่าแพ
4. พื้นที่เฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80 ของความจุเก็บกัก ได้แก่
จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน เพชรบูรณ์ ตาก อุทัยธานี ชัยภูมิ สกลนคร จันทบุรี ตราด กาญจนบุรี กระบี่ และระนอง
5. พื้นที่เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน รวมถึงระดับน้ำล้นตลิ่งและน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ บริเวณแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขา ได้แก่
ลำน้ำยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน แม่น้ำสายและแม่น้ำกก จังหวัดเชียงราย
แม่น้ำน่าน จังหวัดน่าน แม่น้ำเมย จังหวัดตาก
แม่น้ำแควน้อย จังหวัดพิษณุโลก
แม่น้ำป่าสัก จังหวัดเพชรบูรณ์
แม่น้ำสงคราม จังหวัดสกลนคร
แม่น้ำโก-ลก และคลองตันหยงมัส จังหวัดนราธิวาส

กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จึงประสานแจ้งทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ กรุงเทพมหานคร และศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตทั่วประเทศ ให้เตรียมพร้อมรับมือปริมาณฝนตกหนักที่อาจส่งผลให้เกิดอุทกภัย
พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศ ปริมาณฝน และสถานการณ์น้ำในแต่ละพื้นที่อย่างใกล้ชิด รวมถึงจัดทีมปฏิบัติการพร้อมเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าประจำจุดเสี่ยง เพื่อให้สามารถเข้าเผชิญเหตุและช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที
โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยง พื้นที่ที่มีปริมาณฝนสะสมมากกว่า 90 มิลลิเมตรภายใน 24 ชั่วโมง และจุดที่เคยเกิดน้ำท่วมบ่อยครั้ง ให้เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อลดผลกระทบจากอุทกภัยให้ได้มากที่สุด
สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ โดยเฉพาะถ้ำน้ำตกและถ้ำลอด หากพบว่ามีความเสี่ยงเกิดสถานการณ์ภัย ให้ประกาศแจ้งเตือนและปิดกั้นพื้นที่ ไม่อนุญาตให้บุคคลเข้าไปในบริเวณเสี่ยง พร้อมจัดเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราวให้พร้อมรองรับประชาชนในกรณีจำเป็นต้องอพยพ
ในกรณีเกิดคลื่นลมแรง ให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกประกาศหรือติดตั้งสัญญาณแจ้งเตือนบริเวณชายฝั่งทะเล ห้ามนักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำโดยเด็ดขาด รวมถึงแจ้งชาวเรือ ผู้บังคับเรือ และผู้ประกอบการเดินเรือโดยสารให้เพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ หากสถานการณ์มีแนวโน้มรุนแรงให้พิจารณาห้ามเดินเรือโดยเด็ดขาด
พร้อมกันนี้ ให้จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงภัย และเตรียมพร้อมเข้าเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยตลอด 24 ชั่วโมง หากเกิดสถานการณ์ขึ้น รวมถึงให้แต่ละจังหวัดประชาสัมพันธ์ประชาชนติดตามข้อมูลสภาวะอากาศและข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด และแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงล่วงหน้า เพื่อให้สามารถเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์และปฏิบัติตามคำแนะนำจากทางราชการอย่างเคร่งครัด
ปภ. ขอให้ประชาชนติดตามสภาพอากาศ ประกาศแจ้งเตือนภัย สถานการณ์น้ำในพื้นที่ และข่าวสารจากทางราชการอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถติดตามข่าวสารแจ้งเตือนภัยผ่านแอปพลิเคชัน THAI DISASTER ALERT แจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือทางไลน์ ปภ.รับแจ้งเหตุ1784 หรือโทรสายด่วนนิรภัย 1784 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานการช่วยเหลือต่อไป