จากกรณี คุณอ้อ อายุ 44 ปี ลูกสาวผู้เสียหาย เดินทางมาจากจังหวัดสระบุรี เอกสารหลักฐาน มาร้องทุกข์มายังสายไหมต้องรอด เพื่อขอความเป็นธรรมให้กับแม่ โดยคุณอ้อ เล่าว่า เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม เวลา 18.00 น. ที่ผ่านมา พ่อและแม่ ที่เป็นผู้สูงอายุ ขับรถอยู่ บริเวณทางแยกชุมชนหนองปลาหมอ ตำบลหนองปลาหมอ อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี ก่อนจะถูกรถของอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนชนท้าย
เมื่อตนทราบเรื่อง ตนจึงรีบเดินทางไปที่เกิดเหตุ ก็พบว่าผู้ก่อเหตุมีลักษณะอาการคล้ายคนเมา ไม่ยอมลงจากรถ ขณะที่มีการเจรจาเพื่อรอประกันภัยมาถึง ได้มีการโต้เถียงกัน ขณะนั้น ตนได้พูดว่า ต้องรอร้อยเวรมานะ แต่จู่ๆเขากลับโมโห พร้อมบอกว่า จะอะไรกันนักกันหนาจบแค่นี้ไม่ได้เหรอวะ ก่อนจะขึ้นรถไปขับชนรถของแม่ตนซ้ำอีกครั้ง ตามภาพที่ปรากฏจากกล้องวงจรปิด

สิ่งที่ตัวเองตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับกรณีนี้คือเหตุใดร้อยเวรสอบสวนไม่ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ ในทันที และยังแจ้งว่า ชุดที่ตรวจหมด ตัวเองจึงขอให้ส่งตัวคู่กรณีไปตรวจหาผลที่โรงพยาบาล ทำให้ทราบในภายหลังว่าคู่กรณีมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด 130 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ อีกทั้งตัวเองยังทราบว่า ตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงขณะนี้ ผู้ก่อเหตุยังไม่เข้าให้ปากคำด้วยตัวเองแต่ส่งหลานสาวเข้าให้ปากคำแทน จึงมองว่าเป็นสิ่งที่ ทำได้หรือไม่
และในระหว่างที่มีคดีความ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาพูดคุยกับตนพร้อมขอให้ตนไม่ดำเนินคดี พร้อมบอกว่า นายขอมา นอกจากนั้นทางผู้ก่อเหตุยังมีความพยายามที่จะยื่นข้อเสนอเป็นเงิน 1 แสนบาท เพื่อขอให้จบคดี ผ่านตำรวจถึง 3 ครั้ง ซึ่งตัวเองไม่เคยพบกับคู่กรณีโดยตรง
ส่วนตัวยืนยันว่า ตนไม่ต้องการขอรับเงิน เพราะรถของแม่มีประกันชั้น 1 ที่คอยดูแลอยู่ แต่เมื่อเกิดเหตุ แม่เครียด เพราะรายได้จากการค้าขายวันละ 1 หมื่นบาท หายไป เพราะไม่ได้ไปค้าขายมาตั้งแต่วันเกิดเหตุ เนื่องจากรถพัง ทั้งนี้ตนแค่อยากขอให้ตำรวจทำคดีอย่างตรงไปตรงมา ตามที่ได้นำเสนอข่าวไปก่อนหน้านี้แล้วนั้น

ล่าสุด วันนี้ (7 ก.ย. 69) อดีต ผอ.โรงเรียน ให้สัมภาษณ์สื่อทางโทรศัพท์ โดยเผยว่า ผมขอชี้แจงทางโทรศัพท์แล้วกันนะ คืออย่างนี้นะครับ กรณีที่ดื่มนะครับ ผมดื่มก่อนหน้านั้นวันนึงแล้ว ไม่ได้ดื่มวันนั้นหรอก เสร็จเรียบร้อยมาวันนั้น ผมง่วงนอนขับมา ตอนนี้มันเข้าทางหลัก เขาก็เลยเบรก การเข้าทางหลัก มันก็ไม่ได้เว้นระยะห่างตามจราจรทางเมตร 5 เมตร 10 เมตร มันขับไล่ๆ กัน ซึ่งการเบรกก็เข้าใจได้ เพราะมันมาเข้าทางหลังก็เบรกของผม ไม่ระวังเผลอไปชนเขา พอชนเขาเต็มเรียบร้อยแล้วผมก็ลงไปดู แล้วผมก็บอกว่า ไม่มีปัญหาเล็กน้อย เดี๋ยวเรียกประกัน แต่ผมก็ ขึ้นมาบนรถ ค้นหากรมธรรม์ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ตัวหนังสือมันตัวเล็ก ผมใส่แว่นมองไม่ชัด จากนั้นได้โทรตามหลาน มาช่วยดู ในช่วงที่รอนั้น ผมก็ลงไปดูที่รถ ก็มีเล็กน้อยเท่านั้นเอง
ผมก็จะอำนวยความสะดวกให้ประกัน โดยขึ้นรถมา ผมก็จะถอยรถ เพื่อให้ประกันถ่ายรูปได้สะดวก แต่เนื่องจากว่ารถเป็นเกียร์ออโต้ และรีบร้อน ผมตึงเกียร์ลงมามัน ดึงเลยเกียร์ R ลงมาซึ่งเกียร์ D ผมไม่รู้ตัว แล้วก็ขับ มันก็ไปชนอีกครั้งหนึ่ง ชนครั้งที่ 2 ตนเองไม่ได้เจตนา ผมเจตนาที่จะถอยรถให้ประกันถ่ายรูป เสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็เมาโวยวายใหญ่ ผมนั่งอยู่บนรถ ผมไม่อยากลงไป โต้เถียง เพราะว่าเขาตั้ง 4 คนผ มคนเดียว ผมก็นั่งอยู่บนรถ แล้วเขาก็มาเปิดรถ ประตูรถผมข้างหน้า เรียกลงไป ผมก็บอกว่า คุยกันไม่รู้เรื่อง ผมก็บอกคุยกันไม่รู้เรื่อง เดี๋ยวรอประกันดีกว่า ก็เท่านั้นเอง นี่คือข้อเท็จจริงครับ

ส่วนส่วนเรื่องของการเยียวยา ผมก็มีความรู้สึกว่า เราก็รู้สึกผิด ผมก็จะเยียวยาในเรื่องของค่าชดเชยเขาเสียโอกาส เสียรายได้ ตามจุดตรงนั้นผมก็เสนอเขาไป แต่เขาจะเรียกตั้ง 200,000 ซึ่งมันเกินกว่าเหตุ บาดเจ็บก็ไม่ได้บาดเจ็บอะไร ก็ไม่ได้เสียหายอะไร ประกันก็ซ่อมให้ รถผมก็มีประกัน ส่วนรถผมเองผมก็ซ่อมเอง กรณีเมา ประกันไม่เคลมให้ ผมก็ซ่อมเอง ส่วนค่าใช้จ่ายตรงนั้นมันไม่ได้เกี่ยวกับตำรวจไม่ทำสำนวนตำรวจ เขาก็จะทำสำนวนไปตามปกติ ในเรื่องของการเมา นี่คือข้อเท็จจริง เรียกผมสองแสน มันเกินกว่าเหตุไป บาดเจ็บก็ไม่บาดเจ็บ ผมดูแล้วมันไม่ใช่ มันเกินเหตุ ผมจึงขอต่อรองเขา พวกเขาก็ไม่ต่อรอง ไม่อะไร เสร็จแล้วก็ไปลงข่าวอย่างนี้ ซึ่งผมคิดว่าต่อไป ก็คงไม่เจรจา ก็ให้ว่าไปตามกระบวนการของศาล ตามกฎหมายก็แล้วกัน เรื่องนิดเดียว เรื่องแค่นี้เอง ทําไมมนุษย์คุยกันไม่รู้เรื่อง
ทางด้าน พ.ต.ท. พิชัย ไชยกุล รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.หนองแค เผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 19 .00 น. บริเวณทางเข้าวัดหนองปลาหมอ ต.หนองปลาหมอ อ.หนองแค จ.สระบุรี ทางพนักงงานสอบสวนได้สอบสวนดำเนินคดี ได้ทำการสอบสวน รวบรวมหลักฐาน ในที่เกิดเหตุ แล้วนำรถทั้ง 2 คัน มาเก็บเรียบร้อยแล้ว รวมถึงดำเนินการเกี่ยวกับการตรวจวัดแอลกอฮอล์ ในส่วนของคู่กรณี ซึ่งได้ส่งตัวไปตรวจเจาะเลือดตรวจที่โรงบาลหนองแค ซึ่งผลการตรวจ ระดับแอลกอฮอล์ในเลือด เพิ่งได้มา พบปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดจะเกินกว่า กฎหมายกำหนด

ซึ่งก็ขอเรียนว่าจะขอแบ่งคดีหรือ 2 ส่วนในส่วนของความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอื่นๆ และชนทรัพย์สินผู้เสียหาย ซึ่งเคสนี้ไม่มีผู้ได้รบบาดเจ็บ เราดำเนินคดีเป็นคดีจราจร คดีนี้ก็จะสอบสวนรวบรวมหลักฐาน ที่จะดำเนินคดีให้ครบถ้วนสมบูรณ์ เพื่อจะแจ้งข้อหาส่งฟ้องต่อไป ในส่วนของความผิดฐานอื่นที่เกี่ยวข้องทราบว่า หลังเกิดเหตุแล้วทางคู่กรณี อาจจะลงมาต่อว่า และมีการขับรถชนซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเราดูจากกล้องวงจรปิด เราก็จะรวบรวมหลักฐานให้ครบถ้วน ซึ่งมันเป็นความผิด ต่อส่วนตัวอีก 2 ข้อหา ซึ่งพนักงานสอบสวนจะนัดหมายทางผู้เสียหาย ทั้ง 2 ท่าน มาพบเพื่อสอบปากคำรวบรวมหลักฐาน แล้วก็จะเรียกมาแจ้งข้อหาดำเนินคดีครบถ้วน เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทางคู่กรณี ดำเนินคดีกับผู้ทำผิดกฎหมายให้ครบถ้วนทุกข้อหา
ในเบื้องต้นแล้ว ก็พบว่ามีการทำผิด 3 ข้อหาด้วยกัน เป็นการทำผิดการจราจรทางบก 1 ข้อหา ขับรถโดยประมาท แล้วก็เมาสุรา แล้วก็ความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้าทำเสียทรัพย์ ขอยืนยันว่าใช้ความเป็นธรรมกับทางผู้ร้องให้ดีที่สุด จากที่ดูกล้องวงจรปิด มีการเดินหน้ามาชนรถ ซึ่งในฐานะนั้นไม่มีผู้ใดอยู่ในรถ ก็จะสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อจะหาสาเหตุการเกิดเหตุที่แท้จริงต่อไป อย่างไรก็ตาม ผู้ก่อเหตุยอมรับว่าเมา ผลตรวจยืนยันชัดเจน ว่าเกินกว่ากฎหมายกำหนด หลังจากนี้ คงไม่มีการเรียก เพราะว่าการสอบสวนรวบรวมหลักฐานฝ่ายผู้กล่าวหาให้ครบถ้วน หรือเรียกมาแจ้งข้อหา หรือดเนินการตามกฎหมายต่อไป ส่วนที่ว่าผู้เสียหายเรียกเงินค่าเสียหายนั้น ตรงนี้ไม่มีการนัดทางคู่กรณีมาคุยกัน ทราบว่าทางผู้เสียหายไม่ประสงค์ที่จะพบทางคู่กรณี ส่วนทางคู่กรณี ทราบว่าเป็นอดีตข้าราชการที่เกษียณอายุราชการแล้ว