หนุ่มโมโหหนัก คว้ามีดแทงชายเจ็บสาหัส อ้างทำเพราะถูกชวนไปกินบวบ
ข่าวภูมิภาค

หนุ่มโมโหหนัก คว้ามีดแทงชายเจ็บสาหัส อ้างทำเพราะถูกชวนไปกินบวบ

วันที่ 29 ม.ค.2569 ร.ต.ท.ณัฐพล เทพณรงค์ รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.พระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 20.30 น.ของวันที่ 28 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้รับแจ้งเหตุทะเลาะวิวาทใช้อาวุธทำร้ายร่างกาย ที่สถานีรถไฟอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ ชุดสืบสวน และเจ้าหน้าที่มูลนิธิพุทไธสวรรย์

ที่เกิดเหตุพบผู้บาดเจ็บสาหัส อายุ 38 ปีสภาพมีบาดแผลถูกของมีคมแทงบริเวณใต้ราวนมซ้าย 1 แผล นอนร้องครวญครางอยู่บริเวณสถานีรถไฟ เจ้าหน้าที่จึงเร่งปฐมพยาบาลและนำส่งโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา

เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถควบคุมตัวผู้ก่อเหตุได้ อายุ 39 ปี จากการตรวจสอบจุดเกิดเหตุบริเวณสะพานดำ ก่อนถึงสถานีรถไฟอยุธยาประมาณ 200 เมตร พบคราบเลือดหยดเป็นทางบนพื้นปูนทางเดิน และพบอุปกรณ์เสพยาเสพติด เจ้าหน้าที่ได้ปูพรมค้นหาอาวุธมีดที่ใช้ก่อเหตุ แต่ยังไม่พบ

จากการสอบสวน นายสายชล ให้การอ้างว่า ขณะนั่งอยู่บริเวณจุดเกิดเหตุ ผู้บาดเจ็บซึ่งนั่งดื่มสุรากับเพื่อน ได้เดินเข้ามาหาและพูดจาบอกให้ตนออรัลเซ็กซ์ให้หน่อย ทำให้ตนเกิดความโมโห จึงต่อยและเตะผู้บาดเจ็บหลายครั้ง ก่อนที่ผู้บาดเจ็บจะวิ่งหนีไปขอความช่วยเหลือที่สถานีรถไฟ ยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้ใช้อาวุธแทง และไม่ทราบว่าใครเป็นคนแทงผู้บาดเจ็บ และเพื่อนผู้บาดเจ็บอีกคนนั้นหายไปไหนที่นั่งดื่มเหล้าด้วยกัน

ด้าน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสถานี ให้ข้อมูลว่า ขณะปฏิบัติหน้าที่ได้ยินเสียงทะเลาะวิวาทจากบริเวณสะพานดำ ก่อนเห็นผู้บาดเจ็บวิ่งมาขอความช่วยเหลือ โดยใช้มือกุมบาดแผลใต้ราวนมซ้าย จึงช่วยให้นอนพักและแจ้งเจ้าหน้าที่ ก่อนที่ผู้ก่อเหตุจะวิ่งตามมาเหมือนจะเข้าทำร้ายซ้ำ จึงเข้าควบคุมตัวไว้ โดยไม่เห็นเหตุการณ์การแทง

ขณะที่ พ่อค้าขายของ กล่าวว่า ผู้ก่อเหตุมักพักอาศัยอยู่ใต้สะพานรถไฟ และมีพฤติกรรมขอเงินผู้โดยสาร และชาวบ้านแถวนั้นเป็นประจำ วันเกิดเหตุได้ยินเสียงทะเลาะ ก่อนผู้บาดเจ็บจะวิ่งมาขอความช่วยเหลือ พร้อมพูดว่า ผมโดนแทง หายใจไม่ออก

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวนายสายชลไปสอบสวนที่ สภ.พระนครศรีอยุธยา และตรวจปัสสาวะพบเป็นสีม่วง จึงแจ้งข้อหาเสพยาเสพติด ส่วนข้อหาทำร้ายร่างกายโดยใช้อาวุธ ยังอยู่ระหว่างรอสอบปากคำผู้บาดเจ็บ ซึ่งยังรักษาตัวในอาการสาหัส หากพบหลักฐานชัดเจนจะดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป