รัฐฯ ยืนยันแล้ว เป็นข่าวจริงไหม หลังลือ ติดคุก 9 ล้านปี คดีฉ้อโกงประชาชน
รัฐฯ ยืนยันแล้ว เป็นข่าวจริงไหม หลังลือ ติดคุก 9 ล้านปี คดีฉ้อโกงประชาชน
ข่าวการเมือง

รัฐฯ ยืนยันแล้ว เป็นข่าวจริงไหม หลังลือ ติดคุก 9 ล้านปี คดีฉ้อโกงประชาชน

ฟังข่าวนี้

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยกรณีที่มีการเผยแพร่และแชร์ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยระบุว่า ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีต่อกระทง หากมีผู้บริจาคเงินจำนวน 1.8 ล้านครั้ง อาจถูกนับเป็นความผิด 1.8 ล้านกระทง และมีโทษจำคุกรวมสูงถึง 9 ล้านปี ว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นข่าวบิดเบือนและไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมาย

นางสาวพลอยทะเลชี้แจงว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 กำหนดความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน โดยเป็นกรณีที่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 341 ใช้การแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ประชาชนทราบ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกันนั้น จะต้องพิจารณาจากลักษณะการหลอกลวง เจตนา วันเวลา และพฤติการณ์แวดล้อมของคดีเป็นสำคัญ ไม่สามารถนำจำนวนครั้งของการทำธุรกรรมหรือการบริจาคมาใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินจำนวนกระทงความผิดได้โดยอัตโนมัติ

ขณะเดียวกัน ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ยังบัญญัติหลักเกณฑ์กรณีผู้กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยให้ศาลลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้ว ต้องไม่เกิน 20 ปี ในกรณีที่ความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 3 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี ดังนั้น จึงไม่เป็นความจริงที่จะนำจำนวนครั้งของการบริจาคมาคำนวณเป็นโทษจำคุกสูงถึง 9 ล้านปีตามที่มีการเผยแพร่

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงกรณีการเปิดรับบริจาคเงินผ่านมูลนิธิหรือบัญชีส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงการนำเงินบริจาคไปใช้ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ว่า อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยแบ่งเป็น 2 กรณี ได้แก่

1. พระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ. 2487 มาตรา 6 และมาตรา 17 กำหนดความผิดกรณีจัดให้มีการเรี่ยไรหรือเปิดรับบริจาคโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน 200 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และมาตรา 343 กรณีมีพฤติการณ์หลอกลวงประชาชน เช่น การแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ต้มตุ๋น หรือนำเงินบริจาคไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ จนอาจเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงหรือฉ้อโกงประชาชน มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท

นางสาวพลอยทะเลกล่าวเพิ่มเติมว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบและจัดระเบียบมูลนิธิทั่วประเทศ โดยบูรณาการความร่วมมือเพื่อกำหนดมาตรการกำกับดูแลตั้งแต่ขั้นตอนการจดทะเบียน การดำเนินกิจการของมูลนิธิ ไปจนถึงวิธีการขอรับบริจาคจากประชาชน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการจัดตั้งมูลนิธิขึ้นมาเป็นฉากบังหน้า หรือใช้เป็นช่องทางแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว

ทั้งนี้ หากตรวจพบว่ามีการดำเนินกิจการผิดไปจากวัตถุประสงค์ที่จดทะเบียนไว้ หรือมีพฤติการณ์เข้าข่ายฉ้อโกงประชาชนและการฟอกเงิน ผู้เกี่ยวข้องจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

พร้อมย้ำว่า การดำเนินงานของมูลนิธิทุกแห่งต้องตั้งอยู่บนหลักความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่จดทะเบียนไว้ โดยเฉพาะการบริหารจัดการเงินบริจาคและทรัพย์สินของมูลนิธิ ซึ่งต้องเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและผู้บริจาค

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ