เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา พรรคประชาชนแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) ครั้งที่ 18 โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือแนวทางการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย ซึ่งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้แสดงจุดยืนของพรรคต่อการแก้ไขปัญหา โดยเน้นการบริหารจัดการที่ยึดหลักสิทธิมนุษยชน ควบคู่กับการรักษาผลประโยชน์ของแรงงานไทยและผู้ประกอบการ
นายณัฐพงษ์ระบุว่า การบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติของประเทศไทยมีข้อเท็จจริงสำคัญอยู่ 3 ประการ ประการแรก แรงงานข้ามชาติถือเป็นกำลังสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย หากขาดแรงงานกลุ่มนี้ไป ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและภาคเศรษฐกิจในหลายอุตสาหกรรม ประการที่สอง ระบบบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติยังมีช่องโหว่ ทั้งปัญหาการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ และข้อกังวลเกี่ยวกับศูนย์พิสูจน์สัญชาติ (CI) ที่อาจเปิดช่องให้รัฐบาลประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากแรงงานที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย ส่วนประการสุดท้าย ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้กระทบเฉพาะแรงงานข้ามชาติเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อแรงงานไทยและผู้ประกอบการไทยด้วย
พร้อมตั้งคำถามถึงหน่วยงานภาครัฐว่า ปัจจุบันมีหน่วยงานใดบ้างที่สามารถระบุจำนวนแรงงานข้ามชาติซึ่งพำนักและทำงานอยู่ในประเทศไทยได้อย่างชัดเจน ทั้งจำนวนแรงงานในแต่ละอุตสาหกรรม แรงงานที่เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง แรงงานที่อยู่ระหว่างรอการยืนยันสถานะหรือเอกสารอนุญาต รวมถึงจำนวนแรงงานนอกระบบที่ยังไม่สามารถประเมินได้อย่างแน่นอน โดยมองว่าการที่ประเทศไทยยังไม่มีข้อมูลเหล่านี้อย่างครบถ้วน สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติที่ผ่านมา
สำหรับจุดยืนของพรรคประชาชน มองว่าการจัดการแรงงานข้ามชาติต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียม โดยไม่แบ่งแยกสัญชาติ แรงงานทุกคนควรได้รับค่าจ้างที่เป็นธรรม มีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกบังคับใช้แรงงาน หรือถูกแสวงหาประโยชน์ผ่านกระบวนการค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นหลักการที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยมีเป้าหมายเข้าร่วมองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)
ขณะที่แนวทางการปรับปรุงระบบบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ พรรคประชาชนเสนอหลักการสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่
1. สร้างฐานข้อมูลแรงงานข้ามชาติให้โปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยภาครัฐต้องจัดทำฐานข้อมูลที่ครอบคลุมทั้งจำนวนแรงงาน การกระจายตัวในแต่ละอุตสาหกรรม สถานะทางเอกสาร ตลอดจนการประเมินจำนวนแรงงานนอกระบบ เพื่อให้สามารถนำข้อมูลที่ถูกต้องไปใช้กำหนดนโยบายและวางแผนจัดการแรงงานได้ตรงกับสถานการณ์จริง
2. ทบทวนบัญชีอาชีพสงวนให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ด้วยการสำรวจความต้องการแรงงานในแต่ละอาชีพอย่างจริงจัง หากอาชีพใดยังไม่มีปัญหาขาดแคลนแรงงาน ควรส่งเสริมให้แรงงานไทยเป็นกำลังหลักต่อไป ส่วนอาชีพที่เริ่มประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน อาจพิจารณาปรับปรุงหรือผ่อนปรนข้อจำกัด เพื่อเปิดโอกาสให้แรงงานข้ามชาติเข้ามาช่วยเติมเต็มความต้องการได้อย่างเหมาะสม
3. ส่งเสริมการปรับตัวและอยู่ร่วมกันในสังคมไทย โดยสร้างกลไกสนับสนุนให้แรงงานข้ามชาติเรียนรู้ภาษาไทย เข้าใจวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของประเทศไทย เพื่อลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ควบคู่กับการพัฒนาทักษะของแรงงานไทยและผู้ประกอบการไทย เพื่อให้สามารถปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานได้
นอกจากนี้ นายณัฐพงษ์ยังกล่าวถึงกรณีการทำร้ายร่างกายแกนนำกลุ่ม Bright Future ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ชุมนุมที่เป็นตัวแทนแรงงานข้ามชาติ บริเวณด้านหน้าองค์การสหประชาชาติ โดยยืนยันว่าพรรคประชาชนมีจุดยืนประณามการใช้ความรุนแรงดังกล่าว ไม่ว่าผู้ชุมนุมจะมีความคิดเห็นทางการเมืองหรือจุดยืนที่แตกต่างกันอย่างไร การทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ในสังคมที่ยึดมั่นในหลักนิติรัฐ นิติธรรม และประชาธิปไตย
เลือกประเภทคุกกี้ที่อนุญาตให้เว็บไซต์ใช้ได้ เปลี่ยนการตั้งค่าได้ทุกเมื่อจากลิงก์ "ตั้งค่าคุกกี้" ท้ายเว็บ