วันที่ 14 กันยายน 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ พรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน แถลงข่าวหลังมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกงเลือก สว. เพียง 26 รายจาก 229 รายต่อศาล โดยไม่มีการสั่งฟ้องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมถึงสมาชิกและกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยที่เกี่ยวข้องแม้แต่รายเดียว
ณัฐพงษ์ ระบุว่า คดีโกงเลือก สว. เป็นหนึ่งในมหากาพย์การโกงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เกิดจากความพยายามของกลุ่มการเมืองกลุ่มหนึ่งที่ต้องการกินรวบประเทศและควบคุมสถาบันทางการเมือง ผ่านกระบวนการที่ขัดต่อกฎหมายและไม่ยึดโยงกับประชาชน แต่ กกต. กลับมีมติเสียงข้างมากสั่งฟ้องเพียงส่วนน้อยของผู้ที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 ของ กกต. เห็นว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการ โดยสั่งฟ้อง สว. เพียง 26 คน และไม่สั่งฟ้องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี สส. หรือกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย แม้แต่คนเดียว

มติดังกล่าวเป็นการตัดตอน ทำให้เรื่องของผู้ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่ไม่ได้รับการพิสูจน์ในชั้นศาลฎีกา ทั้งที่หลักฐาน ไม่ว่าจะเป็นโพยใบสั่ง สถิติบัตรลงคะแนน เส้นทางการเงิน คลิปเสียง หลักฐานการนัดหมายตามศูนย์ทำโพย และประวัติการโทรศัพท์ ล้วนบ่งชี้ว่าการกระทำความผิดที่ถูกกล่าวหาเกิดขึ้นในลักษณะเป็นขบวนการ อีกทั้งหลักฐานเหล่านี้ยังมีความชัดเจนกว่าบรรทัดฐานในคดีเกี่ยวกับการเลือก สว. ก่อนหน้านี้ ซึ่ง กกต. เคยมีมติส่งเรื่องไปยังศาล จากหลักฐานเพียงข้อความจับคู่และแลกคะแนนผ่าน LINE ไม่กี่ข้อความ
ณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า พรรคประชาชนเห็นว่าการใช้ดุลยพินิจของ กกต. ในครั้งนี้เข้าข่ายขัดต่อหลักกฎหมายและมาตรฐานของ กกต. เองในอดีต ถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ รวมถึงกระทำการหรือละเว้นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ตาม พ.ร.ป. กกต. และเมื่อพิจารณาประกอบกับการที่ กกต. 4 จาก 7 คน เข้าสู่ตำแหน่งจากการเลือกและรับรองของ สว. ชุดปัจจุบัน การใช้ดุลยพินิจของ กกต. เสียงข้างมาก ย่อมถูกมองได้ว่าเป็นการต่างตอบแทนกันทางการเมืองกับผู้มีอำนาจทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับขบวนการโกงเลือก สว.

มติ กกต. วันนี้ไม่เพียงปล่อยให้ผู้ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่ในคดีไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามที่ควรจะเป็น แต่ยังตอกย้ำปัญหาขององค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ที่ไม่สามารถดำเนินการอย่างเป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงทางการเมือง แต่กลับเป็นอิสระจากการรับผิดรับชอบต่อประชาชนและการทำหน้าที่ตามกฎหมาย พรรคประชาชนจึงประกาศแนวทางดำเนินการ 5 ประการ ได้แก่
1. ดำเนินการและสนับสนุนการดำเนินการทางกฎหมายกับ กกต. ในฐานความผิดปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา และกระทำการหรือละเว้นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ตาม พ.ร.ป.กกต.
2. ดำเนินการและสนับสนุนการดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อให้หลักฐานเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกงเลือก สว. ที่ยังไม่ถูกสั่งฟ้องโดย กกต. ได้รับการพิจารณาในชั้นศาล
3. ตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เกี่ยวข้องผ่านกลไกรัฐสภา เช่น การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ รวมถึงการรณรงค์ในสังคม เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบทางการเมืองตามวิถีประชาธิปไตย
4. ผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เพื่อจำกัดอำนาจที่ไม่ชอบธรรมของวุฒิสภา ปฏิรูปองค์กรอิสระให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย รวมถึงเพิ่มอำนาจประชาชนในการริเริ่มกระบวนการตรวจสอบและถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ
5. เดินหน้าผลักดันการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามผลประชามติ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ด้วยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน โดยไม่มีการเพิ่มอำนาจหรือเงื่อนไขพิเศษให้ สว. สามารถขัดขวางเจตจำนงของประชาชน

ภายหลังการแถลง ผู้สื่อข่าวถามถึงเหตุผลที่ไม่มีนักการเมืองถูกส่งฟ้อง ณัฐพงษ์ระบุว่า พรรคประชาชนมองการโกงเลือก สว. ครั้งนี้ว่าเกิดขึ้นเป็นขบวนการ จึงไม่สามารถแยกพิจารณาเป็นรายกรณีได้ ส่วนกรณีที่ประธาน กกต. กล่าวถึงการให้ปากคำกลับไปกลับมาของพยาน หากจะตั้งข้อสังเกตว่าการให้ปากคำครั้งแรกอาจเกิดจากแรงกดดันหรือเหตุผลทางการเมือง ก็ไม่อาจตัดความเป็นไปได้เช่นกันว่าการกลับมาให้ปากคำในภายหลังอาจมีแรงกดดันหรือเหตุผลทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง
"กระบวนการในการโกงเลือก สว. ครั้งนี้มันเป็นขบวนการที่ใหญ่มาก วันนี้ กกต. มีมติไม่ส่งฟ้องไปยังศาลต่อในส่วนของผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเลย แปลว่า กกต. กำลังเชื่อใช่ไหม ว่าการจัดตั้งกระบวนการการโกงเลือก สว. ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ไม่มีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น" ณัฐพงษ์กล่าว

ณัฐพงษ์กล่าวเพิ่มเติมว่า พรรคประชาชนพร้อมดำเนินการทุกช่องทาง แต่แต่ละช่องทางมีรายละเอียดแตกต่างกัน รวมถึงประเด็นว่าใครเป็นผู้เสียหายโดยตรง ทีมกฎหมายของพรรคจะให้ความชัดเจนว่าจะดำเนินการผ่านช่องทางใดและเมื่อใดในเร็วๆ นี้
ส่วนการตรวจสอบผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตนได้รับทราบข้อมูลว่าอาจมีความพยายามใช้อำนาจของประธานรัฐสภาตีกรอบการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เช่น จำกัดให้อภิปรายเฉพาะเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงรัฐบาลปัจจุบัน ทั้งที่การอภิปรายไม่ไว้วางใจในอดีตสามารถอภิปรายถึงคุณสมบัติและประวัติที่ไม่โปร่งใสของรัฐมนตรีแต่ละคนได้ จึงขอให้ประชาชนร่วมกันติดตามว่ารัฐบาลพร้อมเปิดให้ฝ่ายค้านใช้กลไกอภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่หรือไม่