วันที่ 9 กันยายน 2569 ดร.อะโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย เปิดเผยภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจหารือกับ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยและอิสราเอล ซึ่งดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตมาครบ 72 ปี พร้อมระบุว่า ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ที่ดีในหลายด้าน และหลังจากนี้สถานทูตอิสราเอลจะมุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนต่อประชาชน หรือ people to people มากขึ้น
สำหรับประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ หลังพบว่ามีเหตุเผชิญหน้าและความไม่ลงรอยระหว่างชาวไทยกับชาวอิสราเอลในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ดร.ฟิชเชอร์-คัมม์ ระบุว่า นักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวคุณภาพ และได้รับการต้อนรับจากชาวไทยเป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ามีชาวอิสราเอลบางส่วนที่มีความประพฤติไม่เหมาะสม เนื่องจากไม่เข้าใจวัฒนธรรมและกฎหมายของประเทศไทย แต่ในมุมมองของเอกอัครราชทูต เหตุการณ์เผชิญหน้าระหว่างประชาชนทั้งสองชาติยังไม่ควรถูกอธิบายว่าเป็นความขัดแย้ง เพราะมองว่าส่วนใหญ่น่าจะเกิดจากความเข้าใจผิดมากกว่า
ขณะเดียวกัน ก่อนหน้านี้เกิดประเด็นร้อน หลังนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจสอบคาบัด เฮ้าส์ ในจังหวัดภูเก็ต และมีกรณีที่ชาวอิสราเอลอ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นพื้นที่ของอิสราเอล รวมถึงประเด็นข้อพิพาทเรื่องที่ดินกับชาวไทยในหลายพื้นที่
ดร.ฟิชเชอร์-คัมม์ ชี้แจงถึงเรื่องดังกล่าวว่า คำกล่าวที่ระบุว่า ที่นี่เป็นพื้นที่ของอิสราเอล ยังไม่ชัดเจนว่าใครเป็นผู้พูด แต่ไม่ว่าจะเป็นคาบัด บ้าน หรือสถานที่ใดก็ตามที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ทุกแห่งล้วนอยู่บนแผ่นดินไทย และไม่ได้เกี่ยวข้องกับพื้นที่ของอิสราเอล
พร้อมยืนยันว่า อิสราเอลไม่ได้เข้ามาบุกประเทศไทย หรือเข้ามาล่าอาณานิคมไทยตามที่มีการกล่าวถึงบนสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงไม่ได้มีความตั้งใจนำความขัดแย้งในตะวันออกกลางเข้ามาสู่ประเทศไทย อีกทั้งระบุว่า คาบัดเปิดต้อนรับคนไทยที่ต้องการเข้าไปดูสถานที่ได้
ส่วนประเด็นการใช้นอมินีในการประกอบธุรกิจ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายไทย เอกอัครราชทูตอิสราเอลยืนยันว่า จะไม่ปกป้องชาวอิสราเอลคนใดที่กระทำผิดกฎหมาย พร้อมระบุว่า การบังคับใช้กฎหมายควรเป็นไปอย่างเท่าเทียม และไม่ควรเลือกปฏิบัติต่อชาวอิสราเอลเพียงฝ่ายเดียว