เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.00 น. นายอัครวุธ ไกรศรีสมบัติ หรือที่รู้จักกันในนาม “เต้ อาชีวะ” ประธานกลุ่มไทยไม่ทน/ภาคประชาชน ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดภูเก็ต โดยมีนายมนชัย แซ่เล่า ผู้อำนวยการกลุ่มงานศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดภูเก็ต และนายชัยภัทร สวัสดี นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ เป็นผู้รับหนังสือ เพื่อส่งต่อถึงนายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พิจารณาดำเนินการ
การยื่นหนังสือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อขอให้จังหวัดภูเก็ตเร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาแรงงานต่างด้าว ซึ่งเข้ามาประกอบอาชีพที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอาชีพสงวนสำหรับคนไทย นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และติดตามตรวจสอบการกระทำที่อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมาย เพื่อคุ้มครองสิทธิในการประกอบอาชีพของประชาชนชาวไทยอย่างทั่วถึง

ในหนังสือร้องเรียนได้ระบุถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่ประชาชนฐานรากในจังหวัดภูเก็ตจำนวนมากกำลังประสบปัญหาจากการแข่งขันด้านอาชีพกับแรงงานต่างด้าว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ โอกาสในการประกอบอาชีพ และคุณภาพชีวิตของผู้ประกอบอาชีพรายย่อย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ที่หาเลี้ยงชีพด้วยแรงงานของตนเอง ทางกลุ่มจึงเรียกร้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดรับฟังปัญหาอย่างจริงจัง และกำหนดมาตรการป้องกันแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากประเด็นดังกล่าวแล้ว กลุ่มไทยไม่ทนยังได้ยื่นข้อร้องเรียนในอีก 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
ประเด็นแรก ขอความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบอาชีพรถสามล้อเร่ค้าขายในพื้นที่สะพานหิน จังหวัดภูเก็ต หลังจากมีข้อร้องเรียนว่าเจ้าหน้าที่เทศกิจได้เรียกไปพบก่อนดำเนินการเปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 500 บาท โดยผู้ร้องเรียนเห็นว่าไม่ได้รับการชี้แจงหรือตักเตือนล่วงหน้า อีกทั้งภายหลังมีการเผยแพร่เหตุการณ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ยังมีการร้องเรียนว่าเจ้าหน้าที่ได้ติดต่อให้ลบโพสต์ พร้อมแจ้งความดำเนินคดีกับผู้เผยแพร่ข้อมูล ทางกลุ่มจึงขอให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่ประชาชน
ประเด็นที่สอง ขอให้จังหวัดเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและปราบปรามการใช้บุคคลสัญชาติไทยเป็นนอมินี (Nominee) ให้แก่บุคคลต่างด้าวในการดำเนินธุรกิจประเภทต่าง ๆ อาทิ สถานบันเทิง แผงค้า นายหน้าเดินเอกสาร และธุรกิจนายหน้าจำหน่ายรถจักรยานยนต์ โดยทางกลุ่มเห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการแข่งขันทางธุรกิจที่เป็นธรรม และอาจเข้าข่ายการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
ประเด็นที่สาม ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งลงพื้นที่ตรวจสอบพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะตลาดสดสาธารณะ 1 เทศบาลนครภูเก็ต ซึ่งถูกระบุว่าเป็นพื้นที่ที่ประชาชนต้องการให้เร่งติดตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันการกระทำที่อาจไม่เป็นไปตามกฎหมาย และสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการไทยในพื้นที่

นายอัครวุธได้กล่าวทิ้งท้ายว่า การยื่นหนังสือในครั้งนี้เป็นการสะท้อนเสียงของประชาชนผู้ประกอบอาชีพรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมายอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และคำนึงถึงการคุ้มครองสิทธิของประชาชนไทยในการประกอบอาชีพอย่างเท่าเทียม โดยหวังว่าข้อร้องเรียนทั้งหมดจะได้รับการพิจารณาและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป