เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา สื่อดัง รายงานว่า ที่ศาลฎีกา ถนนราชดำเนินใน ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อม.อธ. 2/2567 หมายเลขแดงที่ อม.อธ. 4/2569 ระหว่างอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ กับนางสมหญิง บัวบุตร จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 12 คน ในคดีเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณก่อสร้างสนามฟุตซอลจำนวน 45 ล้านบาท ในพื้นที่เลือกตั้ง
คดีนี้ โจทก์และจำเลยที่ 1, 2, 4, 5 และ 8 ถึง 12 ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ลงวันที่ 5 กันยายน 2567 โดยองค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์รับอุทธรณ์เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2568 ต่อมาจำเลยที่ 8 ถึง 11 ขอถอนอุทธรณ์ และศาลมีคำสั่งอนุญาต
ศาลชี้พฤติการณ์จัดสรรงบลงพื้นที่-ล็อกสเปก
องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีส่วนเข้าไปกำหนดรายชื่อโรงเรียนในเขตพื้นที่เลือกตั้งของตนให้ได้รับงบประมาณ 45 ล้านบาท อันเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญที่ห้ามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีส่วนในการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี จึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 อีกบทหนึ่ง
ส่วนจำเลยที่ 2 มีพฤติการณ์กำหนดรายชื่อโรงเรียนตามความต้องการของฝ่ายการเมือง เพื่อให้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 จำนวน 45 ล้านบาท ถูกนำไปใช้ในพื้นที่เลือกตั้งของจำเลยที่ 1 ทั้งที่ในช่วงเวลาดังกล่าวประเทศเพิ่งประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ ส่งผลให้โรงเรียน 12 แห่งไม่สามารถนำงบประมาณไปใช้ปรับปรุงซ่อมแซมอาคารเรียน อาคารประกอบ และสิ่งก่อสร้างที่ชำรุดหรือได้รับความเสียหายตามความจำเป็นที่แท้จริงได้
สำหรับจำเลยที่ 3 ซึ่งมีอำนาจจัดสรรและอนุมัติงบประมาณ ศาลเห็นว่าได้กำหนดแบบประมาณการราคาวัสดุให้มีสินค้าของจำเลยที่ 9 ถึง 11 และให้ผู้อำนวยการโรงเรียนที่ได้รับงบประมาณลงชื่อรับรองต่อกัน โดยมีเจตนาให้โรงเรียนทั้ง 12 แห่งนำรายละเอียดดังกล่าวไปกำหนดไว้ใน TOR โดยเฉพาะการระบุแผ่นยางสังเคราะห์ EVA ของจำเลยที่ 10
นอกจากนี้ ยังไม่ได้สั่งให้โรงเรียนดำเนินการสืบราคามาตรฐาน ราคาตามท้องตลาด หรือราคาที่มีการจัดซื้อจัดจ้างครั้งหลังสุดภายในระยะเวลา 2 ปี ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ทั้งที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดอำนาจเจริญเคยมีข้อทักท้วงมาก่อน
ต่อมา สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักตรวจสอบพิเศษ ภาค 5 เข้าตรวจสอบและพบว่า โรงเรียนต่าง ๆ กำหนดราคาแผ่นยางสังเคราะห์ EVA สูงกว่าราคาท้องตลาด รวมประมาณ 24 ล้านบาท อีกทั้งแผ่นยางดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้กับสนามฟุตซอลกลางแจ้งได้
ศาลยังพบว่า แบบประมาณการราคาวัสดุมีการระบุรายชื่อหนังสือที่จำเลยที่ 9 ถึง 11 เพิ่งจัดพิมพ์ขึ้น ทั้งที่หนังสือดังกล่าวสามารถใช้งบดำเนินการในการจัดซื้อได้ แต่กลับถูกกำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของการก่อสร้างสนามฟุตซอล ซึ่งใช้งบลงทุน จึงมีลักษณะเอื้อประโยชน์และกีดกันบุคคลอื่นไม่ให้สามารถเข้าร่วมแข่งขันเสนอราคาได้อย่างเป็นธรรม หรือเป็นลักษณะการ “ล็อกสเปก”
พบการอำพรางตัวแทนและจัดคนยื่นซองประกวดราคา
สำหรับจำเลยที่ 4 และ 5 เมื่อพบว่าการจัดซื้อจัดจ้างมีสินค้าของจำเลยที่ 9 ถึง 11 รวม 7 รายการ จำเลยที่ 9 ถึง 11 จึงทำหนังสือแต่งตั้งจำเลยที่ 4 และ 5 เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้า เพื่ออำพรางไม่ให้ตรวจสอบพบว่าเจ้าของสินค้าที่ถูกกำหนดไว้ใน TOR เป็นจำเลยที่ 9 ถึง 11
ขณะเดียวกัน จำเลยที่ 5 ยังว่าจ้างน้องสาวของจำเลยที่ 12 ให้ไปยื่นเอกสารประกวดราคา โดยจ่ายค่าจ้างโรงเรียนละ 2,000 บาท และให้ผู้รับมอบอำนาจพร้อมกลุ่มเพื่อนเป็นผู้ดำเนินการยื่นเอกสารตามรายชื่อโรงเรียนและเวลาที่กำหนด
ส่วนจำเลยที่ 9 ถึง 11 มีการว่าจ้างบุคคลให้ไปซื้อซองประกวดราคา โดยมอบรายชื่อโรงเรียน รายชื่อครู และหมายเลขโทรศัพท์สำหรับใช้ติดต่อ เมื่อซื้อซองแล้วให้นำไปส่งให้จำเลยที่ 8 และ 11 ที่บ้านในกรุงเทพฯ ก่อนจะไปเสนอราคาแข่งขันตามคำสั่ง โดยมีการกำหนดราคาสุดท้ายไว้ล่วงหน้า
ศาลจึงเห็นว่าเป็นพฤติการณ์ตกลงว่าจ้างบุคคลให้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้าร่วมเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ มิใช่การประกอบธุรกิจตามปกติ จำเลยที่ 4 และ 5 จึงมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 4
จำเลยที่ 12 สนับสนุนการกำหนด TOR โดยมิชอบ
ส่วนจำเลยที่ 12 มีพฤติการณ์เป็นผู้ชี้แจงรายละเอียดการจัดซื้อจัดจ้างสนามฟุตซอลกลางแจ้ง งบประมาณ 45 ล้านบาท แก่ผู้อำนวยการโรงเรียนที่ได้รับงบประมาณตั้งแต่ก่อนที่จำเลยที่ 2 จะมีหนังสือแจ้งจัดสรรงบประมาณไปยังจำเลยที่ 3
จำเลยที่ 12 ยังประสานงานกับผู้ให้บริการตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ โดยแจ้งว่าได้ประสานกับโรงเรียนไว้แล้ว และในวันที่ชี้แจงมีการแจกแผ่นซีดีที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับการกำหนดราคาค่าก่อสร้างสนามฟุตซอล ซึ่งมีราคาสูงกว่าท้องตลาด
ภายหลังจำเลยที่ 3 และโรงเรียนทั้ง 12 แห่งได้นำข้อมูลจากแผ่นซีดีดังกล่าวไปกำหนดไว้ใน TOR ของแต่ละโรงเรียน ขณะที่จำเลยที่ 3 ยังนำข้อมูลดังกล่าวไปจัดทำแบบประมาณการราคาวัสดุและอนุมัติรายการให้สอดคล้องกัน
ศาลเห็นว่าข้อมูลในแผ่นซีดีของจำเลยที่ 12 สอดคล้องกับแบบประมาณการราคาวัสดุที่จำเลยที่ 3 จัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2555 รวมถึง TOR ของแต่ละโรงเรียนที่มีคุณลักษณะตรงกับสินค้าของจำเลยที่ 9 ถึง 11 จำนวน 7 รายการ จึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 12 เป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 3 ในการกระทำความผิด
ศาลพิพากษาลงโทษจำเลย
องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์พิพากษาแก้ โดยเห็นว่า
จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 อีกบทหนึ่ง และเมื่อเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด คือ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 จำคุก 3 ปี 4 เดือน
จำเลยที่ 2 จำคุก 5 ปี
จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม), 157 (เดิม), พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 10, 11 และ 12
จำเลยที่ 5, 9 และ 11 จำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน
จำเลยที่ 12 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 3 และ จำคุก 3 ปี 4 เดือน โดยไม่ลงโทษปรับและไม่รอการลงโทษ
จำเลยที่ 7 จำคุก 1 ปี 4 เดือน แต่ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี
จำเลยที่ 4, 6, 8 และ 10 ลงโทษปรับคนละ 14,978,333.33 บาท
สำหรับจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 12 ศาลเห็นว่าการกระทำมีส่วนสำคัญต่อการทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง โดยจำเลยที่ 3 เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในพื้นที่ หากไม่ร่วมด้วยการทุจริต คดีนี้ย่อมไม่เกิดขึ้น ขณะที่จำเลยที่ 12 มีบทบาทสำคัญในการดำเนินการให้ผู้อำนวยการโรงเรียนทั้ง 12 แห่งใช้ร่าง TOR โดยมิชอบ จนนำไปสู่การเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐโดยไม่เป็นธรรม ศาลจึงเห็นว่าไม่สมควรรอการลงโทษจำคุก
ไม่นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อคดีเดิม
ส่วนกรณีโจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 2, 5, 9 และ 11 ต่อจากคดีหมายเลขดำที่ อม.17/2564 หมายเลขแดงที่ อม.31/2568 นั้น ศาลเห็นว่าในส่วนของจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษายกฟ้อง จึงไม่สามารถให้นับโทษต่อได้
สำหรับจำเลยที่ 5, 9 และ 11 ให้เริ่มนับโทษติดต่อกับโทษจำคุกของจำเลยที่ 76 ที่ 74 และที่ 82 ในคดีหมายเลขดำที่ อม.17/2564 หมายเลขแดงที่ อม.31/2568 ตามลำดับ
นอกเหนือจากส่วนที่ศาลมีคำพิพากษาแก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง


