วันนี้ 29 มี.ค. 69 นพ.วีระพันธ์ สุวรรณามัย สว. กล่าวถึงกรณีที่โรงพยาบาลอุ้มผาง เจอกับสภาพวิกฤตการเงิน ว่า ตนเพิ่งทราบรู้เมื่อวานนี้ เนื่องจากได้ตามข่าว ซึ่งตอนนี้พบว่า ที่โรงพยาบาลอุ้มผางเจอ 2 ปัญหาหลักๆ
ปัญหาแรกคือ เรื่องเงินหมุนโรงพยาบาล (Cash flow) โดยมีปัญหามานานแล้วหลายปี แต่ในช่วงที่ผ่านมาก็ยังพอทนได้อยู่ พอจะหมุนไปหมุนมาได้ แต่พอมาประจวบ กับปัญหาที่สอง คือเรื่องวิกฤตน้ำมัน และค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทำให้โรงพยาบาล อาจจะไปต่อไม่ไหว เพราะต้องใช้เงินหมุนเวียนประมาณเดือนละ 12 ล้านบาท แต่โรงพยาบาลอุ้มผางเหลือเงินอยู่ 3 ล้าน
การหมุนเงินมันแทบเป็นไปไม่ได้แล้ว ยังไม่นับรวมหนี้อีกประมาณ 50 กว่าล้านบาท มีหนี้หลายส่วนส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเรื่องค่ายา ที่ไปเอาเขามา ค่าอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นหนี้ที่คงค้างอยู่ 50 กว่าล้านบาท” นพ.วีระพันธ์ กล่าว
ส่วนที่ทำให้เกิดวิกฤตจนไม่มีเงินหมุน เป็นผลมาจาก สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ไม่จ่ายเงินที่ค้างหนี้โรงพยาบาลหรือไม่ นพ.วีระพันธ์ กล่าวว่า ตนเข้าใจเองว่า น่าจะเกี่ยวด้วย เพราะว่าเงินของโรงพยาบาลโดยส่วนใหญ่ เราก็จะได้มาจากกองทุนหลัก 3 กองทุน ทั้ง สปสช., ประกันสังคม และ สิทธิเบิกจ่ายข้าราชการ
ของ โรงพยาบาลอุ้มผาง ผมคิดว่า สิทธิอื่นๆ มันอาจจะไม่เยอะ เพราะฉะนั้น สิทธิที่จะได้มาแน่ๆ เยอะๆ เลยก็คือของ สปสช. พอไม่มีเงินหมุนจาก สปสช. หรือการเบิกจ่ายที่อาจจะล่าช้า ซึ่งผมคิดเอง อาจจะมีทำให้เขามีปัญหาได้
นพ.วีระพันธ์ กล่าวว่า เมื่อวานนี้ ตนได้แชร์ QR Code ที่โรงพยาบาลอุ้มผาง รับบริจาค และได้บริจาคเงินเข้าไปแล้ว ทั้งนี้ เราต้องยอมรับว่า โรงพยาบาลอุ้มผาง เป็นโรงพยาบาลที่มีชาวต่างชาติเข้ามาใช้บริการจำนวนมาก อาจจะไม่มีสิทธิอะไรที่รัฐจะจ่ายให้ได้ ซึ่งคนไทยโดยส่วนหนึ่ง อาจจะรู้สึกว่า ทำไมเงินของเราไม่เอามาดูแลคนไทยกันเองก่อน ก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง
แต่อยากให้มองภาพว่า สมมติว่า เราเป็นแพทย์อยู่หน้างาน เขามีใจความเป็นมนุษย์อยู่มาก โรงพยาบาลอุ้มผาง เป็นโรงพยาบาลชายแดน เผชิญกับปัญหาที่เราจำเป็นต้องรักษา โดยเราปฏิเสธการรักษาเพื่อนมนุษย์ไม่ได้ ส่วนจะต้องแก้ปัญหาอย่างไร ตนคิดว่า เราเจอคนมีปัญหา เราช่วยไปก่อน ให้เขาพอผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้ก่อน เพราะฉะนั้น คนที่ไม่เห็นด้วย เราก็ไม่ได้ว่าอะไรกัน ตอนนี้คนไทย ก็ลำบากกันทุกคน เราก็เอาพอไหว