วันที่ 26 ก.พ. ที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ พร้อมด้วยภาคประชาชน กลุ่ม สว.สำรอง เพจแม่แนน น้องสมาร์ท รวมตัวกันเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. และ กกต. กรณีจัดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 และวันที่ 22 ก.พ.69 เป็นการกระทำผิดต่อกฎหมายหลายบท ต่างกรรมต่างวาระ จึงประสงค์ขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ทำการสืบสวนสอบสวน เรียกสอบพยานพยานบุคคล รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง และดำเนินคดีกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดังกล่าว โดยมี นายนทีธร มีชัย รองผู้อำนวยการกองบริหารคดีพิเศษ เป็นผู้แทนรับเรื่อง
โดย นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ เปิดเผยว่า ในฐานะที่ตนคือประขาชน ผู้ที่ไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 ไม่ใช่คนของพรรคการเมืองใด ๆ ทั้งสิ้น มีความประสงค์ขอให้ดีเอสไอดำเนินคดีกับนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. และ 7 คณะกรรมการการเลือกตั้ง ในข้อกล่าวหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จากการจัดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 และวันที่ 22 ก.พ.69 ที่เข้าข่ายไม่สุจริตเที่ยงธรรม ทำให้เกิดบัตรเขย่งหลักหลายแสนใบ มีการนับคะแนนผิดปกติ กปน. มุดเข้าไปเขียนขีดคะแนน กรณีที่มีการนำถุงดำไปคลุมกล้องวงจรปิด มีการนำเอาใบขีดนับคะแนนไปทิ้งในกองขยะ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ตนทราบว่ามีคนได้ไปร้องเรียนที่ กกต. เกือบ 7,000 เรื่องแล้ว มีข้อครหาสำคัญคือการใช้บัตรพิเศษ ซึ่งตนไม่รู้ว่าความพิเศษนี้เอื้ออำนวยให้ใครหรือไม่

โดยเฉพาะกรณีของการปรากฏสัญลักษณ์ QR Code และ บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งมันจะย้อนกลับไประบุตัวตนของผู้ที่ใช้สิทธิ์เลือกตั้งได้หรือไม่ ไม่ว่าใครก็ตาม รู้ได้ว่าคนนั้นเลือกใคร มันไม่เป็นผลดี ดังนั้น พฤติการณ์เหล่านี้ทาง กกต. ควรดำเนินการไต่สวนและสืบสวนให้ปรากฏข้อเท็จจริงเพื่อเป็นอันยุติ แต่วานนี้ (25 ก.พ.) กกต. รัฐทำตัวเป็นสีดาลุยไฟด้วยกันบอกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรมแล้ว อาศัยอำนาจตาม พ.ร.ป.สส.ฯ มาตรา 124 ประกาศรับรองผล สส.เขต 396 ราย แต่ในความเป็นจริงพวกเรามองว่าข้อเท็จจริงควรได้รับการสืบสวนและไต่สวนก่อน เพราะว่ารัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเป็นการเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม ตนอยากถามพี่น้องประชาชนว่ามันมีเหตุอันควรเชื่อหรือไม่ เพราะข้อเท็จจริงมันก็ปรากฏให้เห็นอยู่ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นพฤติการณ์การเลือกตั้งที่สกปรกโสโครกที่สุด แต่ กกต. ยังอ้างว่าเป็นการเลือกตั้งที่สมบูรณ์แบบแล้ว เราจึงยอมรับไม่ได้ ทั้งนี้ เขาบอกกะนว่าสังคมจะเลวร้ายเพราะคนดีอ่อนแอไม่กล้าแสดงตัว แต่ในวันนี้พวกเรามาแสดงตัวแล้ว และเราแสดงตนว่าเป็นปฏิปักษ์กับ กกต. ยืนยันว่าไม่กลัว ตนจึงขอให้ดีเอสไอรับสืบสวนเป็นคดีพิเศษ
ทนายอั๋น เผยอีกว่า มีคนบอกว่าดีเอสไออยู่ใต้ชายคากระทรวงยุติธรรม เห็นหรือไม่ว่าในคดีฮั้ว สว. กลับสะดุดพอมีรัฐบาลใหม่มา คนสงสัยว่าทำไมตนยังมาร้องให้ดีเอสไอทำ ในวันนี้ตนจึงนำเอกสารเส้นทางการเงินบางส่วนที่ยังไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน มาพูดให้ฟังเบื้องต้น เพราะอยากถามอธิบดีดีเอสไอว่าเหตุใดจึงไม่ออกหมายเรียก นอกจากหมายเรียกผู้ต้องหา 8 รายก่อนหน้านี้ เพราะทางอัยการคดีพิเศษก็ได้ทำหนังสือมาถึงดีเอสไอไปก่อนแล้ว ในส่วนนี้ตนมองว่า หากพูดเป็นภาษาชาวบ้านก็คือเป็นการทำสำนวนชุ่ย ๆ ได้อย่างไร อธิบดีดีเอสไอจะจำได้หรือไม่ว่าตนเคยมานำเสนอแผนผังเส้นทางการเงินของคนในพื้นที่ จ.อำนาจเจริญ ซึ่งเป็นอำนาจเจริญคอนเน็คชั่น จนเป็นเหตุทำให้พนักงาน กกต. 1 รายถูกไล่ออก เพราะในตอนนั้นมีหลักฐานว่ามีคนในขบวนการฮั้ว สว. นำเงินไปให้เจ้าหน้าที่ กกต. คนดังกล่าวจำนวน 800,000 บาท
และหลังจากนั้นตนยังออกมาเปิดเผยอีกว่าเส้นทางการเงินของคนในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี หรือที่เรียกว่าสุราษฎร์ธานีคอนเน็คชั่น มันได้โยงใหญ่ไปถึงพื้นที่ทั้งภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคใต้อย่างไร มันโยงใยกันหมด โดยเฉพาะคนในจังหวัดอำนาจเจริญ และมีการโอนเงินหลากหลายแสนบาทไปยังคนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี (เครือข่าย 8 ผู้ต้องหา) หลายกรรมหลายวาระต่างกัน ซึ่งเส้นเงินทั้งหมดเหล่านี้ตนจะนำมาเปิดเผยในสัปดาห์หน้า ฉะนั้น จึงขอให้อธิบดีดีเอสไอออกหมายเรียกพวกคนในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญมาสอบปากคำด้วย

ทนายอั๋น เผยต่อว่า พฤติการณ์ของ กกต. ที่ได้ประกาศรับรองผล สส.เขต 396 คน ตนมีความรู้สึกว่าเหมือนเป็นสีดาลุยไฟ ซึ่งหลักการจริง ๆ ของสีดาลุยไฟก็เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ตัวเอง แต่กับ กกต. นั้นไม่ใช่ แทนที่ กกต. จะหาคนมาสาธิต หรือหานักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ มาเป็นพยาน ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มันเป็นความลับอย่างไรบ้าง แต่ กกต. กลับไปแจ้งความดำเนินคดีกับประชาชนที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และยังเหยียบหน้าคนไทยด้วยการประกาศรับรองผล สส. เขต นอกจากนี้ 26 ก.พ.69 สว. จะมีการลงมติให้ความเห็นชอบแก่ กกต. 2 คน ที่จะมาทดแทนสองคนก่อนหน้านี้ ดังนั้น เครือข่ายสีเดียวกัน ก็จะมี กกต. จากเดิม 3 ราย เป็น 5 ราย
ทนายอั๋น เผยเพิ่มเติมว่า สำหรับคดีเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ว่ากันว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมคนใหม่ ทางครอบครัวก็ถูกขับไล่ที่อยู่อาศัยและธุรกิจ แต่ก็ยังจะเอามานั่งคุมกระทรวงคมนาคมเพื่อกำกับการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งก็มีข่าวมาเข้าหูให้ตนรับรู้ว่า เขาจะให้การรถไฟแห่งประเทศไทยถอนฟ้องคดีเขากระโดง ซึ่งในวันที่ 10 เม.ย.69 นี้ จะมีการรังวัดสอบเขต และในวันที่ 18 พ.ค.69 จะมีการขึ้นศาลเพื่อกำหนดวันนัดสืบพยาน ซึ่งตนก็ได้รับการประสานทางข้างมาจากการรถไฟแห่งประเทศไทย และตนยืนยันว่าจะเข้าไปเป็นพยานของการรถไฟแห่งประเทศไทยในคดีเขากระโดง
ทนายอั๋น กล่าวถึงกรณีที่มีบุคคลไปถ่ายวิดีโอตอนเจ้าพนักงานปฎิบัติหน้าที่ในหน่วยเลือกตั้ง ว่า การดำเนินการถ่ายวิดีโอไม่มีความผิด มันจะมีความผิดก็ต่อเมื่อถ่ายไปแล้วเป็นการทำให้เจ้าพนักงานต้องหยุดการปฎิบัติหน้าที่ลง หรือมีการนำไปบิดเบือนตัดต่อ แต่การถ่ายคลิปวิดีโอเมื่อวันที่ 22 ก.พ.69 ไม่ถือเป็นการรบกวนเจ้าพนักงาน เพราะสื่อมวลชนก็เยอะ ไม่เห็นสะดุดอะไรเลย และไม่มีการชักนำให้ผู้ลงคะแนนไปลงคะแนนให้ใคร อีกทั้งยังไม่มีกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) รายไหนไปลงบันทึกประจำวันอะไรทั้งสิ้น มีเพียง กกต. ไปแจ้งความเอาผิดประชาชนแก้เขิน
ส่วนกรณีการนำ QR Code และบาร์โค้ด ปรากฏลงบนบัตรเลือกตั้งครั้งนี้ ทนายอั๋น ระบุว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญ กำหนดว่า การออกแบบบัตรเลือกตั้งมันเป็นเรื่องของคณะกรรมการ กกต. และเลขาธิการ กกต. ซึ่งก็ต้องรู้เรื่องรูปแบบบัตรเลือกตั้งอยู่แล้ว จะออกแบบดีไซน์ ใส่หรือไม่ใส่อะไร ก็เป็นเรื่องของ กกต. ต้องรู้ ถ้าหากจะโยนบาปให้โรงพิมพ์ที่เป็นผู้พิมพ์บัตร มันก็คงไม่ใช่ เพราะไม่มีโรงพิมพ์ที่ไหนตั้งโรงงานขึ้นมาเพื่อทำแล้วขาดกำไรหรอก อย่างไรแล้วความรับผิดชอบทางกฎหมายก็เป็นหน้าที่ของ กกต. ทั้งนี้ ความเข้าใจง่ายที่สุดคือกรณีการเลือกตั้งที่เขตคันนายาว ที่ได้มีบุคคลไปถ่ายภาพไว้ 1-308 คน เพราะแต่ละคนมีการไปลงคะแนน แล้วถ่ายตั้งแต่บัตรแรกที่นำมาโชว์ไปจนถึงบัตรที่ 308 ตามปกติมันจะรันตัวเลขจากน้อยไปหามากอยู่แล้ว มันก็ต้องเข้าใจว่ามาจากคนที่หนึ่งที่ไปลงคะแนน นี่คือคำตอบที่ง่ายที่สุดแล้ว ที่จะบอกได้ว่ามันสามารถแทร็กกิ้งกลับไปที่ผู้ใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งได้หรือไม่

ทนายอั๋น ยังกล่าวถึงกรณีที่ กกต. อาจจะมีการรับรองไปก่อนเพื่อสอยทีหลัง ว่า กรณีนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเป็นการเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรม แต่ในวันนี้ภาพรวมมันชั่วร้าย มันไม่สุจริต หลักการประกาศรับรองไปก่อนแล้วสอยทีหลังจึงมองว่าใช้ไม่ได้ผล ส่วนหลังจากนี้แม้ทาง กกต. จะรับรองไปแล้วตนก็จะไปตรวจสอบ โดยเฉพาะในส่วนของการติดตามการเลือกตั้ง ว่าจะต้องเป็นโมฆะหรือไม่ ซึ่งก็ได้มีการไปร้องไว้ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินไว้แล้ว ก็มีความคืบหน้าไปพอสมควร และจะยังไปที่สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ สส. พรรคประชาชนและพรรคกล้าธรรม จะยอมเสียสละ รวมเสียงกัน 50 ราย และไปยื่นตรงที่ศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ส่วนเรื่องการตรวจสอบคุณสมบัติส่วนตัวของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ตนก็จะไปใช้ช่องทางรัฐสภาเพื่อขอให้เขาโหวตและส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย ทั้งนี้ ตนไม่ห่วงอะไรนอกจากการทำสำนวนของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินที่ต้องไม่อ่อน และต้องไม่ลืมที่จะใส่สาระสำคัญในเหตุการณ์วันเลือกตั้งลงไปด้วย
ทนายอั๋น ปิดท้ายว่า ตนจะเขียนคำร้องในแบบฉบับของตนแนบไปกับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินส่งศาลรัฐธรรมนูญ และตนขอเอาตนเองไปเป็นพยานในชั้นศาลรัฐธรรมนูญด้วย
ด้าน ทนายทิวา ลี้จากภัย ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายของทนายอั๋น กล่าวว่า ตามที่ กกต. ได้ดำเนินคดีกับนักวิชาการที่พยายามตรวจสอบบัตรเลือกตั้ง เพื่อเป็นการตรวจสอบความเที่ยงธรรมในการเลือกตั้งดังกล่าว แต่ปรากฏว่าถูกแจ้งความในคดีรบกวนการเลือกตั้ง ขัดขวางการเลือกตั้ง ซึ่งการกระทำดังกล่าวประชาชนมองว่าไม่ได้มีการกระทำความผิดฐานขัดขวางการเลือกตั้ง ดังนั้นบุคคลที่ถูกแจ้งความว่าขัดขวางการเลือกตั้ง สามารถดำเนินคดีกลับได้ทันที หากได้รับหมายเรียกผู้ต้องหา เพราะถ้าหากว่าไม่มีความผิดอาญาใดเกิดขึ้นแต่กลับถูกแจ้งความอาญา ก็จะถือเป็นการแจ้งความเพื่อกลั่นแกล้งเอาผิด ซึ่งประชาชนสามารถแจ้งความดำเนินคดีกลับในมาตรา 173, 174 โดยพนักงานสอบสวนต้องรับแจ้งความด้วย แต่หากพนักงานสอบสวนไม่รับแจ้งความก็จะถูกแจ้งข้อหาประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานละเว้นการปฎิบัติหน้าที่
ผู้สื่อข่าวนครบาล รายงาน