จับตา! ราชทัณฑ์ จ่อปล่อยตัวพักโทษ ทักษิณ พ้นเรือนจำฯ
ข่าวการเมือง

จับตา! ราชทัณฑ์ จ่อปล่อยตัวพักโทษ ทักษิณ พ้นเรือนจำฯ

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ มีรายงานความคืบหน้ากรณีการบังคับโทษของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกระบวนการคุมขังตามคำพิพากษาของศาล สำหรับนายทักษิณ ปัจจุบันอยู่ระหว่างรับโทษจำคุก 1 ปี ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยถูกควบคุมตัวอยู่ภายในเรือนจำกลางคลองเปรม ขณะนี้ถูกคุมขังมาแล้วเป็นเวลา 5 เดือน และจะครบ 6 เดือนในวันที่ 9 มีนาคม 2569 ทั้งนี้ หากครบกำหนด 8 เดือน ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 จะเข้าเงื่อนไขการรับโทษครบสองในสามของอัตราโทษ 1 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักเกณฑ์ที่สามารถได้รับการพิจารณาเข้าสู่กระบวนการพักการลงโทษในกรณีทั่วไป ตามระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป

พล.ต.ท.รุทธพล ระบุเพิ่มเติมถึงหลักเกณฑ์การพักการลงโทษของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า การยื่นขอพักโทษสามารถดำเนินการได้ตามขั้นตอนปกติ ไม่ได้เป็นกรณีพิเศษแต่อย่างใด โดยเมื่อผู้ต้องขังรับโทษครบสองในสามของอัตราโทษ ก็มีสิทธิยื่นคำร้องได้ตามระเบียบ ทั้งนี้ กระบวนการพิจารณาจะเริ่มจากคณะกรรมการภายในเรือนจำ จากนั้นส่งต่อให้คณะกรรมการกรมราชทัณฑ์ และคณะกรรมการระดับกระทรวงยุติธรรม ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารระดับอธิบดีประมาณ 5 คน และผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้อง โดยเป็นการดำเนินการตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเดียวกับผู้ต้องขังทั่วไป อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.รุทธพล ยังระบุด้วยว่า โดยปกติผู้ต้องขังมักยื่นคำร้องก่อนครบกำหนดเงื่อนไข เมื่อคณะกรรมการมีมติแล้วก็สามารถดำเนินการตามสิทธิได้ทันที สำหรับกรณีของนายทักษิณ หากรับโทษครบสองในสามในเดือนพฤษภาคม 2569 ก็จะเข้าเกณฑ์พิจารณาพักโทษได้ตามระเบียบที่กำหนด

ด้านนายยุทธนา นาคเรืองศรี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และในฐานะโฆษกกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยถึงไทม์ไลน์การพักโทษกรณีทั่วไปของนายทักษิณ ชินวัตร และขั้นตอนการพิจารณาพักการลงโทษ ว่า ตามขั้นตอนแล้วการพิจารณาโครงการพักการลงโทษกรณีทั่วไปของผู้ต้องขังที่อยู่ในเรือนจำฯ ว่าใครมีสิทธิ์ได้รับการพิจารณา เนื่องจากมีคุณสมบัติเงื่อนไขเข้าเกณฑ์นั้น ลำดับแรกจะต้องดำเนินการโดยคณะกรรมการในระดับเรือนจำก่อน และเมื่อมีการรวบรวมรายชื่อผู้ต้องขังที่เข้าเกณฑ์ได้รับการลงโทษเป็นการทั่วไปเรียบร้อยแล้วว่ามีจำนวนกี่ราย ทางเรือนจำฯ จึงจะนำเสนอรายชื่อผู้ต้องขังทั้งหมดนั้นมายังคณะกรรมการระดับกรมราชทัณฑ์เพื่อพิจารณากลั่นกรองอีกชั้นหนึ่ง ก่อนที่จะนำเสนอไปยังลำดับสุดท้าย คือ คณะกรรมการระดับกระทรวงยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้ทางคณะกรรมการเรือนจำกลางคลองเปรม ยังไม่ได้มีการสรุปจำนวนรายชื่อผู้ต้องขังภายในเรือนจำกลางคลองเปรมที่มีสิทธิ์ได้รับการพิจารณาพักการลงโทษกรณีทั่วไปมายังคณะกรรมการกรมราชทัณฑ์ว่าจะมีจำนวนทั้งสิ้นกี่ราย แต่โดยหลักการแล้วจะต้องมีการนำรวบรวมรายชื่อผู้ต้องขังเสนอมายังคณะกรรมการกรมราชทัณฑ์ล่วงหน้า 1-2 เดือน ซึ่งตนเข้าใจว่าจำนวนผู้ต้องขังภายในเรือนจำกลางคลองเปรมที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ได้รับการพิจารณาพักการลงโทษอาจมีไม่ถึง 500 ราย ทั้งนี้ อดีตนายกรัฐมนตรี มีโทษ 1 ปี (12 เดือน)

ดังนั้น เกณฑ์ 2 ใน 3 ของอัตราโทษดังกล่าว หากจะได้รับการพักโทษคุมประพฤติก็คือต้องคุมขังมาแล้ว 8 เดือน และอดีตนายกรัฐมนตรีได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเมื่อวันที่ 9 ก.ย.68 เมื่อคำนวณดูแล้วก็จะได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติในวันที่ 9 พ.ค.69 อนึ่ง ในการพิจารณาการพักการลงโทษกรณีทั่วไปของผู้ต้องขัง ทางคณะกรรมการจะต้องดำเนินการมีความเห็นชอบให้ครบทั้ง 3 ลำดับชั้นเรียบร้อยก่อน

พร้อมกันนี้ นายยุทธนา เปิดเผยอีกว่า นอกจากบทบาทในส่วนของกรมราชทัณฑ์ที่มีหน้าที่ควบคุมผู้ต้องขังแล้วนั้น หากผู้ต้องขังรายใดที่เข้าเกณฑ์จะได้รับการพักการลงโทษ ระหว่างนี้ทางเรือนจำและกรมคุมประพฤติจะเข้ามามีบทบาทร่วมกันในเรื่องของการสืบเสาะในส่วนของผู้อุปการะผู้ต้องขังรายนั้น ๆ โดยเรือนจำจะทำหนังสือไปถึงกรมคุมประพฤติ เพื่อขอให้สืบเสาะว่าผู้อุปการะของผู้ต้องขังคือใคร ที่พักอาศัยของผู้อุปการะอยู่ที่ใด ผู้อุปการะมีความสามารถในการดูแลผู้ต้องขังอย่างไรบ้างเมื่อไปอยู่ในสถานที่อุปการะ และสถานที่อุปการะคือที่ใด เป็นต้น

จากนั้นกรมคุมประพฤติจึงจะมีการกำหนดพื้นที่ให้ที่แห่งนั้นเป็นสถานที่พักโทษคุมประพฤติ และกรมคุมประพฤติก็จะได้ทำหนังสือมาสอบถามเรือนจำว่ามีความเห็นด้วยกับการพักโทษหรือการไม่พักโทษอย่างไรบ้าง ซึ่งในส่วนของคณะกรรมการในเรือนจำก็จะได้มีการประชุมหารือกัน ซึ่งคณะกรรมการในเรือนจำ นอกจากจะมี ผบ.เรือนจำ/ผอ.ทัณฑสถาน แล้วนั้น ก็ยังมีผู้แทนจากกรมคุมประพฤติ ผู้แทนจากฝ่ายปกครอง ผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนจากสำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมประชุมด้วยกัน 5 ราย เพื่อมีความเห็นควรหรือไม่เห็นควรอนุมัติพักการลงโทษผู้ต้องขังหรือไม่ และจึงส่งความเห็นนั้นไปยังคณะกรรมการระดับกรมราชทัณฑ์ ซึ่งเมื่อเรื่องมาถึงกรมราชทัณฑ์ ก็จะได้จัดการประชุมกลั่นกรองอีกชั้นหนึ่ง ก่อนส่งความเห็นไปยังคณะกรรมการระดับกระทรวงยุติธรรม ซึ่งจะมี ปลัดกระทรวงยุติธรรม ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นต้น เพื่อร่วมกันพิจารณา

ทั้งนี้ นายยุทธนา กล่าวย้ำว่า แม้ว่าวันที่ 9 พ.ค.69 จะตรงกับวันเสาร์ แต่เราก็มีหน้าที่รักษาสิทธิของผู้ต้องขัง ซึ่งหากบุคคลได้รับการพักโทษคุมประพฤติ ทางเรือนจำฯ ก็มีหน้าที่ต้องปล่อยตัวไปตามขั้นตอน โดยในตอนเช้าประมาณ 07.00 น. - 08.00 น. เจ้าหน้าที่จะเริ่มตรวจสอบเรื่องเอกสารต่าง ๆ ของผู้ต้องขัง ก่อนที่ญาติและครอบครัวจะมารับตัวไปพักโทษคุมประพฤติยังสถานที่ที่ผู้อุปการะแจ้งไว้

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการไปพักโทษคุมประพฤติ หากมีการกระทำผิดเงื่อนไขการพักโทษ ก็จะต้องถูกนำตัวกลับมาคุมขังในเรือนจำตามกำหนดโทษที่เหลือทันที โดยในกรณีของอดีตนายกรัฐมนตรี ด้วยความที่มีโทษน้อย 1 ปี ดังนั้น ในเรื่องของการใส่กำไล EM ก็ไม่มีความจำเป็น แต่จะต้องมีการไปรายงานตัวตามกำหนดนัดกับทางสำนักงานคุมประพฤติ อีกทั้งอดีตนายกรัฐมนตรี ด้วยความที่ในเดือน พ.ค.นี้ ก็จะรับโทษมาแล้ว 2 ใน 3 หรือ 8 เดือน ก็จะได้ไปพักโทษคุมประพฤติอีกเพียง 4 เดือน ก็จะครบตามกำหนดโทษ 1 ปี (9 ก.ย.69) ส่วนเมื่ออดีตนายกรัฐมนตรีพักโทษคุมประพฤติครบถ้วนแล้ว จึงจะได้รับใบบริสุทธิ์พ้นโทษจากเรือนจำ