วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ กิตติชัย เตชะกุลวณิชย์ รองหัวหน้าพรรคและผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคประชาชน พร้อมด้วย พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ร่วมแถลงข่าวผลการตรวจสอบการเลือกตั้งปี 2569 พร้อมเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงข้อสงสัยของประชาชนที่มีต่อการเลือกตั้งในปี 2569
ในส่วนของพริษฐ์ระบุว่าวันนี้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าบาร์โค้ดอย่างน้อยในส่วนของบัตรบัญชีรายชื่อ เป็นบาร์โค้ดที่เป็นรหัสบัตร ที่สามารถตรวจย้อนกลับไปได้ว่าประชาชนแต่ละคนที่ลงคะแนนเสียงกาให้กับใคร คำถามที่มีการถกเถียงในสังคมตอนนี้คือการมีอยู่ของบาร์โค้ดที่สามารถตรวจย้อนกลับได้ เท่ากับทำให้การออกเสียงที่ผ่านมาไม่เป็นความลับหรือไม่ ซึ่งปัจจุบันมีสองกลุ่มความเห็น สำหรับพรรคประชาชน การออกเสียงจะลับหรือไม่ลับ ขึ้นอยู่กับว่าสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้หรือไม่ว่าใครกาอะไร หากการออกเสียงจะลับจะต้องตรวจสอบย้อนกลับไปไม่ได้เลย ไม่ว่าจะในเชิงทฤษฎีหรือในเชิงปฏิบัติ ขณะที่ กกต. กลับนิยามคำว่าลับว่าแม้จะตรวจสอบย้อนกลับไปได้ในเชิงทฤษฎี แต่หากตรวจสอบย้อนกลับได้ยากในเชิงปฏิบัติ การออกเสียงก็ยังถือว่าลับอยู่

แต่ต่อให้ยอมรับนิยามคำว่าลับของ กกต. แต่การตรวจว่าใครกาให้กับใครไม่ได้ยากในระดับที่ กกต. พยายามให้เหตุผล และไม่ได้เกี่ยวข้องกับว่า กกต. เก็บบัตรเลือกตั้งหรือต้นขั้วไว้อย่างปลอดภัยหรือไม่ เพราะมีกระบวนการที่ตรวจสอบได้ว่าใครกาให้กับใคร โดยไม่ต้องเข้าถึงบัตรเลือกตั้งหรือต้นขั้วที่เข้า กกต. เก็บไว้ เช่น หากตนเป็นผู้สมัครแล้วไปข่มขู่ประชาชนว่าต้องเลือกตน แล้วจะตรวจสอบว่าเลือกจริงหรือไม่ สิ่งที่ตนสามารถทำได้คือการขอให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำรหัสต้นขั้วหรือ 3-4 เลขสุดท้ายของรหัสต้นขั้วมาแล้วกลับมารายงานให้ตนทราบ ตนในฐานะผู้สมัครสามารถส่งผู้สังเกตการณ์ไปตั้งกล้องถ่ายทุกภาพที่เจ้าหน้าที่มีการขาน แล้วสแกนบาร์โค้ดของบัตรทุกใบ เพื่อดูว่าบัตรที่มีรหัสตรงกับต้นขั้ว กาให้กับใคร

พริษฐ์กล่าวต่อไปว่าการมีอยู่ของบาร์โค้ดบนบัตรเปิดช่องโหว่ ซึ่งทำให้หากผู้สมัครคนใดรู้ถึงระบบบาร์โค้ดก่อน สามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่นี้เพื่อตรวจสอบได้ว่าใครกาให้กับใคร ประเด็นนี้จะถูกจับตามองและสังเกตการณ์อีกครั้งหนึ่งในการเลือกตั้งใหม่ในบางหน่วยในวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ที่จะมาถึงนี้ หาก กกต. ยืนยันว่าบัตรออกเสียงของตนเองที่ใช้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ไม่มีปัญหาจริง ทุกคนควรจะเห็นสองอย่าง คือ กกต. ยังใช้บัตรเลือกตั้งแบบเดิมที่มีบาร์โค้ดอยู่ และควรจะเห็นการนับคะแนนที่ไม่ได้มีความพยายามในการปกปิดบาร์โค้ดตอนนับคะแนน เพราะหาก กกต. มีการออกแนวปฎิบัติให้ถือบัตรตอนนับคะแนนในลักษณะที่เป็นการจงใจปิดบาร์โค้ด นั่นเท่ากับเป็นการยอมรับแล้วว่าการดำเนินการเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์มีปัญหา

กรณีต่อมา จากการที่ กกต. ได้เปิดเผยรายงานผลการนับคะแนน (ส.ส. 5/18) ในเว็บไซต์ของ กกต. เมื่อวานนี้ โดยระบุว่าครบทุกหน่วยแล้ว ยกเว้นหน่วยที่จะมีการเลือกตั้งใหม่หรือนับใหม่ พรรคประชาชนมีข้อเรียกร้องดังนี้
1) ขอเรียกร้องให้ กกต. ตรวสอบว่าได้เปิดเผยเอกสารรายงานผลการนับคะแนน (ส.ส. 5/18) ครบทุกหน่วยแล้วหรือยัง (หากไม่นับหน่วยที่มีการเลือกตั้งใหม่หรือนับใหม่) เพราะพรรคประชาชนยังได้รับข้อร้องเรียนจากภาคประชาชน ว่ายังมีบางหน่วยที่ไม่มีการอัปโหลดเอกสาร ส.ส. 5/18 และยังมีบางกรณีที่ยังขาดผลรายงานการนับคะแนนการเลือกตั้งนอกเขตหรือนอกราชอาณาจักร
2) ขอเรียกร้องให้ กกต. เปิดเผยเอกสารรายงานผลการนับคะแนน (ส.ส. 5/18) ของทุกหน่วยในรูปแบบที่สะดวกต่อประชาชนในการนำไปวิเคราะห์หรือตรวจสอบต่อได้ เพราะปัจจุบันการเผยแพร่ข้อมูลนี้ยังเป็นการอัปโหลดขึ้น Google Drive ต้องไปแยกดูในแต่ละโฟลเดอร์ และเข้าใจว่าหลายหน่วยเป็นการสแกนภาพ ซึ่งทำให้ประชาชนนำตัวเลขไปคำนวณต่อได้ยาก กกต. ควรเปิดเผยข้อมูลในลักษณะของตาราง Excel ที่วิเคราะห์ต่อได้ง่าย ซึ่ง กกต. ย่อมมีข้อมูลรูปแบบนี้อยู่ในมืออยู่แล้ว
3) ขอเรียกร้องให้ กกต. เปิดเผยใบขีดคะแนนรายหน่วย (ส.ส. 5/11) ให้ครบทุกหน่วย เพราะแม้กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องเปิดเผย แต่ถ้าเปิดเผยจะทำให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัยได้มากขึ้น เพราะมีหลายกรณีที่ใบขีดคะแนน ส.ส. 5/11 ที่ประชาชนถ่ายมาในวันที่มีการนับคะแนน ไม่ตรงกันกับเอกสาร ส.ส. 5/18
ทางด้านกิตติชัย ระบุว่าการเปิดเผยแบบ ส.ส. 5/11 ว่าสอดคล้องกับการประกาศผลในแบบ ส.ส. 5/18 หรือไม่มีความสำคัญมาก เพราะมีกรณีที่เป็นปัญหาอยู่จริง ซึ่งพรรคประชาชนได้รับเรื่องร้องเรียนมามากกว่า 100 เรื่องในเรื่องของแบบ ส.ส. 5/11 และ ส.ส. 5/18 ที่ไม่ตรงกัน ไม่ว่าจะเป็นกรณีรายงานผลคะแนนไม่ตรงกันระหว่างในแบบ ส.ส. 5/11 และ ส.ส. 5/18 ที่คะแนนของผู้สมัครพรรคประชาชนลดลงไป หรือบางกรณีรายชื่อของคณะกรรมการประจำหน่วย ในแบบ ส.ส. 5/11 และ ส.ส. 5/18 ไม่ตรงกันหลายกรณี หรือกรณีของจำนวนบัตรเสียที่รายงานไม่ตรงกัน เป็นต้น

นี่คือเหตุผลที่ทำไมพรรคประชาชนจึงเรียกร้องให้ กกต. เร่งเปิดเผยแบบ ส.ส. 5/11 เพราะเป็นการรวบรวมผลและเป็นการนับคะแนนหน้าหน่วย ณ วันนั้น ซึ่งประชาชนได้เก็บข้อมูลมา หาก กกต. อยากทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไร้ซึ่งข้อสงสัยต่างๆ ก็ควรต้องเร่งให้มีการเปิดแบบ ส.ส. 5/11 เพื่อให้มีการตรวจสอบ หากกรณีเหล่านี้เกิดขึ้นในหลายหน่วย ย่อมสามารถทำให้คะแนนพลิกและการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตได้

กิตติชัยกล่าวต่อไปว่าสำหรับกรณีสมุทรปราการ เขต 6 เข้าใจว่า กกต. ได้มีการประชาสัมพันธ์ว่าทุกอย่างจบสิ้นกระบวนการแล้ว จะไม่มีการสั่งให้นับคะแนนใหม่หรือลงคะแนนใหม่แต่อย่างใด ทั้งนี้ตามระเบียบของ กกต. ระบุอย่างชัดเจนว่า กกต. หรือกรรมการการเลือกตั้งประจำหน่วย (กปน.) เมื่อเสร็จจากการลงคะแนนแล้วต้องเก็บอุปกรณ์ทุกอย่าง รวมถึงแบบขีดและบัตรเลือกตั้งลงในหีบบัตร พร้อมใส่สายรัดอย่างแน่นหนา ซึ่งสัมพันธ์กันกับอาทิตย์ที่แล้วที่ กกต. ได้มีการแถลงข่าวและทำให้ได้เห็นว่าหลังจากที่ลงคะแนนแล้วต้องเก็บใส่ถุง ใส่สายรัด และจัดเก็บในที่ที่ปลอดภัย
แต่ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ จะเห็นได้ว่ามีเอกสารแบบขีดที่ไปอยู่ในย่อขยะ ที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า เกิดขึ้นได้อย่างไร พรรคประชาชนจึงขอเรียกร้องให้ กกต. เร่งตรวจสอบในประเด็นนี้ โดยในส่วนของผู้สมัครของพรรคประชาชน จะมีการฟ้องและดำเนินคดีอาญากับผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำจังหวัด ในฐานะผู้ที่ต้องดูแลการเลือกตั้งในจังหวัดสมุทรปราการต่อไป
กิตติชัยกล่าวต่อไปว่า สำหรับการรวบรวมเรื่องร้องเรียนและคดีต่างๆ ที่ผู้สมัครและภาคประชาชนได้ส่งมา แบ่งออกเป็นกรณีบัตรเขย่ง หรือกรณีที่จำนวนผู้มีสิทธิและผู้มาใช้สิทธิไม่ตรงกัน 16 เรื่อง กรณีจำนวนผู้มาใช้สิทธิแบบบัญชีรายชื่อกับแบบเขตไม่ตรงกัน 1 เรื่อง กรณีพฤติกรรมของ กปน. ที่ไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบ 17 เรื่อง กรณีพฤติกรรมการซื้อเสียง 1 เรื่อง และกรณีการใส่ร้ายด้วยข้อความอันเป็นเท็จ 23 เรื่อง รวมเป็นการร้องเรียนทั้งหมด 58 เรื่อง

กิตติชัยยังได้ตอบคำถามของสื่อมวลชน ที่ว่า กกต. ยืนยันว่าจะไม่มีการดำเนินการต่อแล้วในกรณีของสมุทรปราการ เขต 6 และเรื่องแบบ ส.ส. 5/11 ที่หลุดออกมาเป็นเรื่องของการชำรุดของหีบ โดยระบุว่าระเบียบ กกต. กำหนดไว้ชัดว่าเอกสารและอุปกรณ์ต่างๆ ต้องเก็บในที่ปลอดภัย เรื่องชำรุดหรือไม่เป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่ประเด็นคือแบบ ส.ส. 5/11 หลุดออกมาจากหีบได้อย่างไร และไปอยู่ในบ่อขยะด้วย ไม่ได้อยู่ในที่รวบรวมในหีบ ดังนั้นเรื่องนี้ กกต. ต้องรีบดำเนินการตรวจสอบ ว่ามีแบบ ส.ส. 5/11 หลุดออกมาจากนอกหีบได้อย่างไร
ในเรื่องของการเปิดเผยแบบ ส.ส. 5/11 มีความจำเป็นและหาก กกต. เปิดเผยจะสามารถทำให้ไขข้อสงสัยได้ ขณะนี้มีประชาชนที่ได้เก็บข้อมูลหน้าหน่วยตั้งแต่วันที่มีการนับคะแนนจริงและทยอยส่งมาให้พรรคประชาชนเป็นจำนวนมากพอสมควร แต่พรรคประชาชนก็อยากให้ กกต. เปิดทั้งหมด 100% เหมือนที่เปิดในส่วนของ ส.ส. 5/18 เช่นเดียวกัน และขณะนี้แบบ ส.ส. 5/18 ก็ยังไม่มีการเปิดครบ 100% ในทุกหน่วย

ในส่วนของพริษฐ์ ได้ตอบคำถามของสื่อมวลชนต่อกรณีการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อ กกต. ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยระบุว่าขณะนี้ วาโย อัศวรุ่งเรือง ในฐานะรองหัวหน้าพรรคฝ่ายกฎหมายกำลังทำคำฟ้อง ซึ่งคาดว่าจะสามารถยื่นได้อย่างเป็นทางการในสัปดาห์หน้า เนื่องจากขณะนี้ยังคงปรากฏข้อมูลหรือพยานหลักฐานใหม่ๆ รวมถึงเรื่องร้องเรียนที่ประชาชนส่งเข้ามาให้พรรคอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรายละเอียดจะมีการแถลงในวันที่มีการยื่นต่อไป
ส่วนเนื้อหาหลักย่อมหนีไม่พ้นประเด็นเรื่องของบาร์โค้ด ที่พรรคประชาชนมองว่าเป็นการดำเนินการที่ทำให้การออกเสียงไม่ลับ ทั้งนี้ ที่พรรคประชาชนทำหน้าที่ในการตรวจสอบ กกต. ที่ผ่านมา จุดมุ่งหมายหลักไม่ใช่เพื่อเปลี่ยนผลการเลือกตั้ง แต่ต้องการปกป้องเสียงของประชาชน และทำให้เจ้าหน้าที่คนใดที่บกพร่องโดยสุจริตหรือจงใจทุจริตต้องรับผิดรับผิดชอบต่อกฎหมาย เรื่องบาร์โค้ดเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องพิสูจน์กันในเชิงเจตนา ว่าเป็นการบกพร่องโดยสุจริต หรือมีใครคนใดคนหนึ่งจงใจทุจริตด้วยระบบดังกล่าวหรือไม่ พรรคประชาชนจึงตัดสินใจใช้กลไกการฟ้องตามมาตรา 157 เพื่อให้มีการพิสูจน์และรับผิดรับผิดชอบในทางกฎหมายต่อไป
ผู้สื่อข่าวนครบาล รายงาน