เเรงมาก! ชูวิทย์ เผย 5 เหตุผล ไม่เลือกพรรคส้ม งานนี้ตาสว่างทันที
ข่าวการเมือง

เเรงมาก! ชูวิทย์ เผย 5 เหตุผล ไม่เลือกพรรคส้ม งานนี้ตาสว่างทันที

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 มีรายงานว่า นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย นักการเมืองเลือดร้อนที่กล้าฉะทุกประเด็นในสังคม ได้ออกมาโพสต์ข้อความ ถึงเหตุผลที่ไม่เลือกพรรคส้ม ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โดยระบุว่า เหตุผลที่ไม่เลือกพรรคส้ม การปราศรัยครั้งสุดท้าย ผมเปิดปฏิบัติการ สั่งสอน พรรคส้มในการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วยความจริงใจ ด้วยเหตุผล 5 ประการ ที่ทำให้ผมไม่เลือกพรรคส้ม

1. คะแนน 14 ล้านเสียง ที่คนมอบให้พรรค ส้ม แต่นำไปโหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ จนทำให้พรรคน้ำเงินเติบใหญ่เป็นคู่แข่งขัน ถือเป็นการทรยศคะแนนเสียงของประชาชน และเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ และได้สอนให้พรรคส้มได้เห็นเองว่า ประสบการณ์ทางการเมืองสำคัญและจำเป็นแค่ไหน

2. การหาเสียงด้วย ม.112 เป็นจุดเริ่มต้น และจุดจบที่ทำให้ไม่ได้เป็นรัฐบาล แม้จะมีท่าทีถอยห่างในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ไม่ได้เป็นด้วยความจริงใจ มีวาระแอบแฝงเพื่อคะแนนเสียง ประเด็นนี้ไม่มีประโยชน์ต่อประเทศชาติ ทั้งที่มีอีกหลายเรื่องที่พรรคส้มสามารถนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงผาสุกให้ประชาชนโดยส่วนรวมอีกมาก แต่กลับไปปลุกระดมเยาวชน กลุ่มเคลื่อนไหว จนส่งผลเสียอย่างยิ่งดั่งที่เห็น

3. ความพยายามปฏิรูประบบราชการ ทหาร กลุ่มทุน ที่รวดเร็วเกินไป ด้วยวิธีการที่ไร้ทิศทาง มุ่งเน้นแต่คะแนนเสียง ใจร้อนวู่วามตามประสาคนหนุ่มสาวที่ไร้ประสบการณ์ การปรับปรุงพัฒนาต้องใช้เวลา แต่ความดื้อรั้นไม่ฟังใคร เป็นภาพสะท้อนถึงความโดดเดี่ยว และการสร้างความขัดแย้งภายในสังคม

4. การมองอนาคตที่ผิดพลาด ชัดเจนว่าพรรคส้มประเมินอนาคตผิดพลาดเสมอ เอาแต่เรื่องเฉพาะหน้าตามกระแส จนไม่ระมัดระวังตัว เช่นการพูดว่า ทหารมีไว้ทำไม รบกับใครก็ไม่เชื่อว่าจะชนะ ในขณะนั้น ทำให้ได้คะแนนจริง แต่เพียงเวลาแค่ 2 ปี ผลลัพธ์กลับมาเป็นอีกด้าน มีสงครามชายแดนปะทุขึ้น และคำพูดที่เคย ด้อยค่า กองทัพ มันบาดลึกจนเกินกว่าจะยอมรับแค่คำขอโทษแบบผ่าน ๆ

5. การตั้งเป้าหมายไว้สูงเกินจริง การเติบโตของพรรคส้มไม่มีใครปฏิเสธได้ แต่สิ่งนี้มาเร็วเกินไปจนเกิดความมั่นใจแบบผิด ๆ ทำให้พรรคส้มไม่ฟังใคร และไม่ยอมรับความจริง เมื่อมีการท้วงติงจึงไม่เชื่อ และมีแนวโน้มที่จะตอบโต้เพื่อเอาชนะเท่านั้น

สโลแกนหลักของพรรค มีเราไม่มีเทา เป็นบทพิสูจน์ถึงความผิดพลาด และการไม่ยอมรับ ซ้ำยังใช้วิธีการเหมือนเด็ก ที่โยนว่า พรรคอื่นก็มี รวมทั้งเรื่อง ประกันสังคม ที่เป็นบทพิสูจน์ว่า พรรคส้มมีความพยายามใช้วิธีการหาเสียงแบบเอาประโยชน์เข้าตัวเอง ไม่พูดความจริงทั้งหมด เพราะวงเงินประกันสังคมมีมหาศาล และมีผลประโยชน์ทับซ้อนเกิดขึ้น

มีการเสนอชื่อ ธนาธร สอดไส้เป็น อนุกรรมการที่ปรึกษาการลงทุนสินทรัพย์นอกตลาด ด้วยการสนับสนุนของทีมส้มในบอร์ดประกันสังคม วิธีการทำการเมืองของพรรคส้มจึงมีความอันตราย เสมือนคนหนุ่มสาวที่อ่อนต่อโลก แต่มีความมุ่งมั่นจะเปลี่ยนโลก เต็มไปด้วยความฝัน แต่ฝืนความจริงไม่ได้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ต้องใช้เวลาสะสมประสบการณ์ และอุดมการณ์ที่มั่นคง ความผิดพลาดย่อมเป็นครู และวันเวลาของพรรคส้มยังมีอีกมาก แต่พรรคส้มกลับมองข้ามความผิดพลาดของตัวเอง ผลักคนเห็นต่างออกไปเป็นฝั่งตรงข้าม และจำกัดเวลาตัวเองว่า ต้องให้พวกเราทำตอนนี้เท่านั้น

ผมจึงเตือนด้วยความปรารถนาดีในครั้งนี้ อย่าพยายามชี้นำประเทศด้วยการแบ่งแยกประชาชนด้วยการเมือง เพราะจะยิ่งทำความแตกแยกให้มากขึ้น ผลลัพธ์จะออกมาในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ โดยผมเชื่อว่า พรรคส้มจะมีคะแนน น้อยกว่า ครั้งที่แล้ว เพราะผลจากการใช้ ไฟจุดกระแสที่เกินจริง

วันนี้พรรคส้มพูดถูกหมด แต่วันหนึ่งคนในประเทศนี้จะได้ตรึกตรองสิ่งที่ผมสั่งสอนด้วยความหวังดี เหมือนคนรุ่นหนึ่งสอนคนอีกรุ่นหนึ่งให้เข้าใจ แต่หากไม่เชื่อ ให้ดูผลการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า คะแนนของพรรคส้มจะลดลงไหม เพราะเป็นวันที่ประชาชนจะแสดงออกถึงพรรคการเมืองอย่างจริงใจที่สุด ด้วยคะแนนเสียงที่กาให้นักการเมืองได้เพียงครั้งเดียวในวันเลือกตั้ง

ก่อนจะระบุเพิ่มเติมในคอมเมนต์ใต้โพสต์ดังกล่าวอีกว่า ต่อหน้าด้อมส้ม ตีบทเศร้าร้องไห้ เรียกคะแนนสงสาร ต่อหน้าคนเห็นต่าง จ้องเอาชนะ เถียงได้ไม่หยุด ลีลาแบบนี้ นักการเมืองเก่าเขาทำกันมานานแล้ว

คอมเมนต์ดังกล่าว

เรียบเรียง สยามนิวส์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง