จากกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ กรณีพ้นจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 ได้กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง
โดยบัญชีทรัพย์สินดังกล่าวระบุว่า นายสุริยะและคู่สมรส นางสุริสา จึงรุ่งเรืองกิจ มีทรัพย์สินรวมกันสูงถึง 1,644,747,156 บาท และที่น่าทึ่งคือทั้งสองแจ้งว่าไม่มีหนี้สินเลยแม้แต่บาทเดียว
เปิดรายละเอียดทรัพย์สินเฉพาะในส่วนของนายสุริยะ พบว่ามีมูลค่ารวมกว่า 1,359 ล้านบาท โดยทรัพย์สินที่มีสัดส่วนมากที่สุดคือเงินฝาก จำนวน 15 บัญชี รวมมูลค่ากว่า 852 ล้านบาท คิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของทรัพย์สินทั้งหมด
รองลงมาคือโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง มูลค่ารวมกว่า 420 ล้านบาท โดยไฮไลต์สำคัญคือบ้านเดี่ยวในแขวงหนองบอน เขตประเวศ ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 210 ล้านบาท เพียงหลังเดียว

นอกจากนี้ นายสุริยะยังถือครองที่ดินอีก 8 แปลง มูลค่ารวม 45.7 ล้านบาท ตั้งอยู่ในจังหวัดสระบุรี สมุทรปราการ เชียงราย และเพชรบุรี รวมถึงทรัพย์สินอื่นที่น่าสนใจ เช่น ป้ายทะเบียนรถเลขสวย ษง 9999 ที่แจ้งมูลค่าไว้ 4 ล้านบาท และพระบรมรูปหล่อครึ่งพระองค์ทองแดง
ขณะที่ฝั่งของคู่สมรส นางสุริสา แจ้งทรัพย์สินรวมกว่า 285 ล้านบาท โดยมีรายการทรัพย์สินที่สะท้อนวิถีชีวิตอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์จำนวน 15 คัน มูลค่ารวมกว่า 52 ล้านบาท ซึ่งหลายคันเป็นทะเบียนเลขสวย
นอกจากนี้ยังมีเครื่องประดับ อัญมณี และนาฬิกาหรูรวม 30 รายการ มูลค่าเกือบ 35 ล้านบาท รวมถึงเงินฝากกว่า 121 ล้านบาท และบ้านพร้อมสิ่งปลูกสร้างอีก 8 รายการ มูลค่ารวมกว่า 67 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ถูกจับตาและวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด คือรายการยานพาหนะของนายสุริยะ ที่ระบุว่าเป็นเครื่องบินรุ่น Gulfstream G550 ซึ่งแจ้งมูลค่าไว้เพียง 30 ล้านบาท ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเหตุใดราคาจึงต่ำกว่าราคาตลาดอย่างมาก

ต่อมาเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 นายสุริยะได้ออกมาชี้แจงว่า มูลค่ารวมจริงของเครื่องบินลำดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ 862 ล้านบาท แต่ที่แจ้งต่อ ป.ป.ช. เพียง 30 ล้านบาท เนื่องจากตนถือครองกรรมสิทธิ์ตามสัดส่วนเงินลงทุนเท่านี้จริง ส่วนมูลค่าที่เหลือเป็นการถือครองร่วมกับกลุ่มญาติพี่น้องตามสัดส่วน
นายสุริยะยังยืนยันว่า การได้มาซึ่งเครื่องบินลำนี้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีการชำระภาษีครบถ้วน และไม่ได้ใช้เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางการเมืองตามที่มีการตั้งข้อสังเกตในสังคมแต่อย่างใด