วันที่ 27 มกราคม 2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ออกมาชี้แจงกรณีที่ประชุมคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) กระทรวงสาธารณสุข มีมติปลด นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา ออกจากราชการ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง เนื่องจาก นพ.สุภัทร ปัจจุบันเป็นผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตหาดใหญ่ พรรคประชาชน
นายพัฒนา ยืนยันว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามขั้นตอนของระบบราชการอย่างเคร่งครัด ไม่มีการแทรกแซงหรือกลั่นแกล้งทางการเมือง โดยเป็นผลจากกระบวนการสอบสวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสอบสวนวินัย ก่อนนำเสนอเข้าสู่วาระการพิจารณาของ อ.ก.พ. ตามขั้นตอน พร้อมระบุว่า ผู้ถูกกล่าวหาได้รับโอกาสเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงครบถ้วนแล้ว
สำหรับข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อชุดตรวจโควิด-19 (ATK) นายพัฒนาระบุว่า มีประเด็นที่ต้องตรวจสอบหลายรายการ อาทิ การนำ ATK มาใช้ตรวจและมีการจัดซื้อจัดจ้างภายหลังรวม 5 ครั้ง รวมถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับแหล่งที่มาของ ATK ซึ่งไม่ได้มีการเบิกเป็นของทางราชการ ทั้งนี้ การพิจารณาความผิดเป็นอำนาจของคณะกรรมการสอบสวนวินัย ซึ่งพิจารณาจากข้อเท็จจริงทั้งหมด ไม่ได้ยึดเพียงประเด็นด้านราคาเป็นหลัก
นายพัฒนายังกล่าวถึงกระแสวิจารณ์ว่า มติปลดดังกล่าวอาจส่งผลต่อการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคประชาชน โดยย้ำว่า ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองแต่อย่างใด พร้อมชี้แจงว่า การประชุม อ.ก.พ. เมื่อวันที่ 22 มกราคมที่ผ่านมา มีวาระพิจารณาเรื่องวินัยข้าราชการจำนวนมากเกือบ 20 เรื่อง เป็นการประชุมตามปกติ และไม่มีเป้าหมายทางการเมืองแอบแฝง
ขณะเดียวกัน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้ความเห็นในประเด็นสิทธิการลงสมัครรับเลือกตั้งของ นพ.สุภัทร โดยระบุว่า การถูกปลดออกจากราชการจะส่งผลต่อคุณสมบัติการสมัครหรือไม่นั้น เป็นอำนาจการวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตามกฎหมายเลือกตั้งและรัฐธรรมนูญ
นายปกรณ์ อธิบายว่า หากการพ้นจากราชการไม่เข้าข่ายกรณีทุจริตหรือประพฤติมิชอบอย่างร้ายแรง ก็ไม่ถือเป็นเหตุให้ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องรอการพิจารณาข้อเท็จจริงจาก กกต. เพื่อให้เกิดความชัดเจน พร้อมเสนอว่า ควรดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนวันเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนต่อประชาชน
ทั้งนี้ การดำเนินการทางวินัยข้าราชการสามารถกระทำได้ตลอดเวลา แม้อยู่ในช่วงรัฐบาลรักษาการ เนื่องจากเป็นอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยข้าราชการพลเรือน และไม่จำเป็นต้องผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี