ฟาดไม่ยั้ง! ชูวิทย์โพสต์ตรงๆ ถึงพิธา แล้วล่าสุด
ข่าวการเมือง

ฟาดไม่ยั้ง! ชูวิทย์โพสต์ตรงๆ ถึงพิธา แล้วล่าสุด

วันที่ 26 มกราคม 2569 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเพจ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ แสดงความคิดเห็นทางการเมือง ภายใต้หัวข้อ ปั่นกระแสโค้งสุดท้าย ก่อนการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในอีกประมาณ 2 สัปดาห์ข้างหน้า

นายชูวิทย์ระบุว่า ขณะนี้เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง ทุกพรรคการเมืองพยายามปั่นกระแสหาเสียง แต่มีเพียง 3 พรรคที่กระแสขยับขึ้นอย่างชัดเจน คือ พรรคน้ำเงิน พรรคแดง และพรรคส้ม

สำหรับพรรคส้ม นายชูวิทย์มองว่า เป็นพรรคที่ใช้กระแสเป็นหลัก ไม่มีคะแนนจัดตั้ง และไม่มีเครือข่ายแกนนำแกนรอง จึงต้องอาศัยฐานเสียงในกรุงเทพฯ ให้กระเพื่อมไปยังปริมณฑลและหัวเมืองต่างจังหวัด

หลังจากความพยายามปั่นกระแส The Professional ประสบความล้มเหลวและเงียบหายไป พรรคส้มจึงต้องกลับมาใช้บุคคลหน้าเดิมเพียงไม่กี่คนในพรรค ซึ่งไม่สมกับการเป็นพรรคใหญ่ที่ตั้งเป้าจะรื้อโครงสร้างประเทศ

นายชูวิทย์ระบุถึงบทบาทของแกนนำพรรคว่า ให้โรมขึ้นดีเบตสลับกับวิโรจน์ และช่วยขึ้นเวทีปราศรัย ขณะที่หัวหน้าพรรคอย่างเท้งยังช่วยสร้างกระแสได้ไม่มาก เปรียบเหมือนเด็กเพิ่งหัดปราศรัย

ส่วนธนาธร ถูกมองว่าวิ่งขึ้นลงเวทีและออกรายการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง จนดูอิดโรย และเนื้อหาที่พูดยังเหมือนท่องจำตามที่ได้รับการบรีฟมาแบบเดิมๆ ขณะที่ไอซ์เดินสายหาเสียงเพื่อเลี้ยงกระแสผ่านสื่อเป็นหลัก

นายชูวิทย์ยังกล่าวว่า พรรคส้มรอให้พิธากลับมาเป็นตัวช่วย หลังหลบออกนอกประเทศเพื่อให้กระแส ทหารมีไว้ทำไม? จางลง พร้อมหวังใช้กระแสดาราเหมือนการเลือกตั้งครั้งก่อน เพื่อเรียกความสนใจในช่วงโค้งสุดท้าย

อย่างไรก็ตาม พิธายังเผชิญแรงต้านจากกระแสรักชาติ ซึ่งนายชูวิทย์เชื่อว่ายังฝังอยู่ในใจคนไทย โดยหากให้เลือกระหว่างพิธากับทหาร คนส่วนใหญ่ย่อมเลือกทหารที่ไปสู้รบตามชายแดนมากกว่า

นายชูวิทย์มองว่า พิธาไม่สามารถทำให้กระแสเพิ่มขึ้นได้ เพราะหมดแสง และไม่ใช่นายกฯ ตัวจริงเสียงจริง ไม่มีเนื้อหาสาระ นอกจากการเดินโชว์ตัว ขณะที่ The Professional ก็ไม่สามารถช่วยดึงกระแสได้เช่นกัน

กระแสการเลือกตั้งครั้งนี้จึงแตกต่างจากปี 2566 อย่างสิ้นเชิง โดยประชาชนตั้งคำถามว่า พรรคที่ประกาศจะรื้อโครงสร้างประเทศทั้งระบบ เหตุใดจึงมีบุคลากรเพียงเท่านี้

นายชูวิทย์เปรียบเทียบว่า พรรคการเมืองเก่ายังมีฐานข้าราชการและอดีตข้าราชการจำนวนมากเป็นองคาพยพ ซึ่งไม่ได้เลวร้ายทั้งหมด เพราะทั้งคนดีและคนเลวมีอยู่ทุกพรรค แม้แต่พรรคส้มที่มีสมาชิกเพียงประมาณ 500 คน ก็ยังมีคนเลวปะปนอยู่

พร้อมย้ำว่า พรรคอื่นไม่ได้มีแนวคิดจะรื้อโครงสร้างประเทศเหมือนพรรคส้ม การสร้างใหม่กับการเรโนเวทมีความแตกต่างกันอย่างมาก และไม่สามารถนำมาเทียบกันได้

หากพรรคส้มได้จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว นายชูวิทย์มองว่าภาพรวมอาจดูไม่จืด โดยคาดการณ์บทบาทบุคคลต่างๆ เช่น ไอซ์อาจไปคุมเบื้องหลังกระทรวงแรงงาน โรมดูแลเรื่องตำรวจ วิโรจน์คุมกระทรวงกลาโหม ขณะที่หัวหน้าพรรคเท้งเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ต้องหารือกับ นายกฯ ตัวจริงเสียงจริง คือ ธนาธร

ส่วนการแก้รัฐธรรมนูญ จะมีอาจารย์และนักวิชาการ เช่น พิชาย ศิโรจน์ เป็นทีมที่ปรึกษา พร้อมตั้งคำถามว่า ด้วยคนเพียงกระหยิบมือ พรรคส้มจะสามารถรื้อโครงสร้างทั้งระบบได้จริงหรือไม่

ท้ายที่สุด นายชูวิทย์สรุปว่า การปั่นกระแสช่วงสุดท้ายของพรรคส้ม เปรียบเสมือน คบเด็กไว้สร้างบ้าน ซึ่งสะท้อนข้อจำกัดของพรรคในสายตาของเขาอย่างชัดเจน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ