จากกรณี นางสาวรักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วยทีมประกันสังคมก้าวหน้า ออกมาเคลื่อนไหวตั้งข้อสังเกตกรณีสำนักงานประกันสังคมมีแนวคิดแก้ไขระเบียบการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม โดยเปลี่ยนสัดส่วนคะแนนเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งมองว่าเป็นความพยายามสกัดทีมประกันสังคมก้าวหน้า และเปรียบเปรยว่าเป็นรัฐประหารประกันสังคม
ล่าสุดวันที่ 25 มกราคม 2569 ด้าน ดร.มนตรี ฐิรโฆไท กรรมการประกันสังคม ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง เปิดเผยว่า การตั้งข้อสังเกตดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะช่วยกระตุ้นให้ผู้ประกันตนตื่นตัว หลังจากการเลือกตั้งครั้งก่อนมีผู้มาใช้สิทธิค่อนข้างน้อย
สำหรับประเด็นการเปลี่ยนระบบเลือกตั้งเป็น 1 คน ต่อ 1 เสียง ดร.มนตรี อธิบายว่า ก่อนหน้านี้ใช้ระบบ 1 คน เลือกได้ 7 เสียง ซึ่งทำให้กลุ่มที่มีฐานเสียงมากสามารถชนะการเลือกตั้งได้ทั้งหมด ขณะที่กลุ่มที่มีเสียงน้อยก็อาจเสียโอกาส โดยยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง เป็นเพียงการหยั่งเสียงประชาพิจารณ์เท่านั้น
ดร.มนตรี ระบุว่า ฝั่งผู้ชนะย่อมมองว่าระบบเดิมดีอยู่แล้ว ขณะที่ฝั่งผู้แพ้ซึ่งอาจเป็นเสียงส่วนน้อย แต่ก็ยังเป็นเสียงที่มีความหมาย ในสังคมประชาธิปไตย การเขียนระเบียบการเลือกตั้งต้องไม่เอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และควรเปิดโอกาสให้คนหลากหลายกลุ่มสามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบอร์ดประกันสังคมได้
เมื่อถูกถามถึงข้อกล่าวหาว่าเป็นความพยายามสกัดทีมประกันสังคมก้าวหน้า ดร.มนตรี ยืนยันว่า ไม่จริงหรอกครับ หากผู้ประกันตนกว่า 24 ล้านคนออกมาใช้สิทธิกันจำนวนมาก ก็ไม่แน่ว่าทีมประกันสังคมก้าวหน้าอาจมีโอกาสกลับเข้าไปอีกได้
ส่วนกรณีที่พรรคประชาชนและทีมประกันสังคมก้าวหน้าระบุว่าเป็นรัฐประหารประกันสังคม ดร.มนตรี กล่าวว่า ก็สามารถมองได้ แต่ต้องไม่ลืมว่ายังมีผู้ประกันตนซึ่งเป็นเสียงข้างน้อยอีกหลายกลุ่ม ที่ต้องการโอกาสเข้ามาทำงานเพื่อผู้ประกันตนเช่นเดียวกัน เราจะไม่เปิดโอกาสให้พวกเขาเลยหรือ หรือจะผูกขาดความรักประกันสังคมไว้เพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
ดร.มนตรี ยกตัวอย่างฝ่ายนายจ้างที่มีการรวมตัวจากหลายสภานายจ้างเข้ามาทำงานร่วมกัน โดยยืนยันว่าไม่ได้ผูกขาดบทบาทไว้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และเปิดโอกาสให้ทุกกลุ่มที่มีสิทธิ์มีเสียงสามารถรวมตัวกันแข่งขันได้ ใครได้คะแนนมากก็ได้รับเลือก เช่นเดียวกับฝ่ายผู้ประกันตนที่ควรมาจากความหลากหลาย
ดร.มนตรี ย้ำว่า ทุกคนมีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่ว่าจะมาเป็นรายบุคคลหรือเป็นทีม แต่ระบบ 1 คน เลือก 7 เสียง อาจทำให้เกิดการกระจุกตัวของอำนาจ และนำไปสู่การผูกขาดความรักประกันสังคมไว้ที่กลุ่มเดียว คล้ายการรวมกลุ่มแบบพรรคการเมือง ซึ่งในความเป็นจริงไม่สามารถเป็นพรรคการเมืองได้
ขณะที่การทำงานของบอร์ดประกันสังคมในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ดร.มนตรี ระบุว่า เป็นการทำงานแบบไตรภาคี ระหว่างฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายผู้ประกันตน และฝ่ายข้าราชการ ซึ่งสามารถทำงานร่วมกันได้ดี นโยบายต่าง ๆ ล้วนเกิดจากความเห็นพ้องของทั้ง 3 ฝ่าย เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ประกันตน ไม่ได้เป็นการทำเพื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ดร.มนตรี กล่าวอีกว่า การตรวจสอบเป็นสิ่งที่ดี เพราะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ต้องยอมรับว่าระบบประกันสังคมที่ดำเนินมากว่า 30 ปี ถือเป็นระบบที่ดี หากไม่ดีคงไม่สามารถดำรงอยู่มาได้ยาวนาน พร้อมยืนยันว่าคณะทำงานและเจ้าหน้าที่ตั้งใจทำงาน หากพบส่วนใดไม่ถูกต้องก็สามารถตรวจสอบและแก้ไขได้
สำหรับกรณีที่ทีมประกันสังคมก้าวหน้าและพรรคประชาชนเปิดโปงประเด็นต่าง ๆ เช่น ตึก Skyy9 โรงอาหารกระทรวงแรงงาน และ TU Dome ดร.มนตรี ระบุว่า ควรเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจง โดยให้เป็นไปตามกฎหมายและข้อเท็จจริง ส่วนการลงทุนยอมรับว่ามีความเสี่ยง แต่ภาพรวมในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ถือว่าให้ผลตอบแทนในระดับหนึ่ง และบอร์ดมีหน้าที่กำหนดนโยบายเท่านั้น ไม่สามารถก้าวล่วงการตัดสินใจเชิงปฏิบัติได้
ดร.มนตรี กล่าวขอบคุณทีมประกันสังคมก้าวหน้าและพรรคประชาชน ที่ช่วยสร้างกระแสให้สังคมหันมาสนใจเรื่องประกันสังคม และทำให้ผู้ประกันตนตื่นตัวเรื่องการเลือกตั้งบอร์ด พร้อมย้ำว่าตนเองเข้ามาเพื่อปกป้องเงินผู้ประกันตนเช่นเดียวกัน เพราะก็เป็นผู้ประกันตนคนหนึ่ง
ดร.มนตรี ฝากถึงผู้ประกันตนว่า เงินของท่าน ท่านต้องตื่นตัว ถึงเวลาเลือกตั้งต้องออกมาใช้สิทธิ เพื่อให้ได้ตัวแทนที่เป็นความต้องการของผู้ประกันตนอย่างแท้จริง และมาจากความหลากหลาย ไม่ใช่จากกลุ่มเดียว
ส่วนแนวคิดการผลักดันให้ประกันสังคมออกจากระบบราชการ ดร.มนตรี ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่เห็นความจำเป็น เนื่องจากการอยู่ในระบบราชการยังสามารถตรวจสอบได้ชัดเจน หากออกไปอยู่นอกระบบหรือให้เอกชนบริหาร อาจทำให้การตรวจสอบยุ่งยากขึ้น และเสี่ยงต่อการผูกขาดอำนาจ
ดังนั้นในปัจจุบันจึงยังเห็นว่าระบบไตรภาคีเป็นระบบที่เหมาะสม โดยมีตัวแทนจากภาครัฐ ฝ่ายนายจ้าง และฝ่ายผู้ประกันตนร่วมกันทำงาน ซึ่งตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ทุกฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตน เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ประกันตน