วันที่ 22 มกราคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลตรวจสอบข้อเท็จจริงจากสื่อออนไลน์และนักวิชาการ ที่ระบุว่านโยบายลดราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลเหลือลิตรละ 25 บาท ของพรรครวมไทยสร้างชาติ อาจสร้างภาระค่าใช้จ่ายให้ภาครัฐสูงเกินไป และควรปรับลดราคาเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยหรือผู้ถือบัตรสวัสดิการประชารัฐจะเหมาะสมกว่า

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงความคิดเห็น ไม่ใช่การตรวจสอบข้อเท็จจริง และไม่ขอโต้แย้งในความเห็นดังกล่าว เนื่องจากนักวิชาการรายนั้นไม่ได้มีส่วนร่วมในการทำงานช่วงที่ตนเองดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และไม่ทราบรายละเอียดข้อมูลเชิงลึกที่มีการตรวจสอบไว้แล้ว
นายพีระพันธุ์ ยังกล่าวต่อว่า ปัญหาหลักที่ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศไทยสูง คือการอ้างอิงราคาน้ำมันจากตลาดสิงคโปร์ ทั้งที่ประเทศไทยสามารถผลิตน้ำมันได้เอง จึงเสนอให้ยกเลิกการอ้างอิงดังกล่าว และเปลี่ยนมาใช้ระบบ Cost Plus หรือการคิดราคาจากต้นทุนที่แท้จริงบวกกำไรที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดราคาน้ำมันที่ผลิตในประเทศลงได้อย่างเป็นรูปธรรม
ส่วนการตั้งข้อสังเกตว่ามีการยกเลิกการเก็บภาษีสรรพสามิต นายพีระพันธุ์ย้ำว่า ไม่ได้มีแนวคิดยกเลิกการจัดเก็บภาษีดังกล่าว ซึ่งยังคงเป็นรายได้ของรัฐ แต่จะปรับรูปแบบการกำหนดอัตรา โดยให้กระทรวงพลังงานหรือคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) กลับมามีอำนาจกำหนดเพดานอัตราภาษีสรรพสามิตให้เหมาะสมกับการกำกับดูแลราคาน้ำมันเชื้อเพลิง แทนรูปแบบปัจจุบันที่อำนาจอยู่กับกระทรวงการคลัง

สำหรับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง นายพีระพันธุ์ระบุว่า หลักเกณฑ์เดิมเป็นการเก็บเงินจากคู่ค้าเข้ากองทุน ซึ่งต้องถือเป็นรายได้ของรัฐ แต่ตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง สามารถจัดเก็บเป็นเงินหรือเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงก็ได้ จึงเสนอปรับรูปแบบใหม่เป็นการเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าสำรองแทนเงิน เพื่อจัดตั้งคลังน้ำมันสำรองของประเทศ หรือ SPR (Strategic Petroleum Reserve) โดยชี้ว่าการเก็บเงินซึ่งมูลค่าลดลงไปค้ำกับน้ำมันที่มูลค่าเพิ่มขึ้น เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ใช้มานานกว่า 50-60 ปี และไม่ถูกต้องในระยะยาว

นายพีระพันธุ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การเปลี่ยนไปเก็บน้ำมันเข้าคลังสำรองจากคู่ค้าแทนเงิน จะทำให้ประเทศได้น้ำมันเชื้อเพลิงโดยไม่ต้องจ่ายเงินสด และน้ำมันที่ได้รับจะมีมูลค่าเทียบเท่ากับน้ำมันที่ใช้ตรึงราคา จึงไม่ก่อหนี้แก่รัฐ แต่จะเปลี่ยนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นหนี้สิน ให้กลายเป็นทรัพย์สิน หรือ Asset ของประเทศแทน ซึ่งจะสามารถทำให้ราคาน้ำมันลดลงได้ประมาณ 5-6 บาทต่อลิตร โดยปัจจุบันแก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ราว 29 บาท และหากปรับตามแนวทางที่กล่าวมา สามารถลดลงมาอยู่ที่ 25 บาทได้
Fact ที่แท้จริงที่ต้องเช็กคือสิ่งที่ผมพูด แต่แค่ opinion หรือความคิดเห็นของบางคนซึ่งยังไม่ได้เข้าใจรายละเอียดข้อมูลว่าจะดำเนินการอะไรนั้น อันนี้จะถือว่าเป็น Fact Check ไม่ได้