ยักษ์ต้องไม่ไร้กระบอง! พีระพันธุ์ ชงอัดงบกองทัพสยบเขมร ลั่นไทยต้องยืนบนลำแข้ง
ข่าวการเมือง

ยักษ์ต้องไม่ไร้กระบอง! พีระพันธุ์ ชงอัดงบกองทัพสยบเขมร ลั่นไทยต้องยืนบนลำแข้ง

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในรายการ เลือกตั้ง 69 เปลี่ยนใหม่หรือไปต่อ โดยระบุถึงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องประเมินสถานการณ์จากข้อเท็จจริงและ ยืนบนลำแข้งของตนเอง แม้นานาชาติมักเรียกร้องให้ไทยอดทนอดกลั้น พร้อมระบุว่าไทยไม่เคยเป็นฝ่ายเริ่มต้นความขัดแย้ง แต่ความตึงเครียดตามแนวชายแดนดำเนินต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2550 ภายหลังคำตัดสินศาลโลกกรณีปราสาทพระวิหาร โดยฝ่ายกัมพูชามีความพยายามอ้างสิทธิ์เหนือแผ่นดินไทยมาโดยตลอด ขณะที่ไทยไม่เคยมีแนวคิดรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน

นายพีระพันธ์ุระบุว่า เหตุปะทะครั้งล่าสุดถือเป็นครั้งแรกที่ไทยต้องใช้กำลังทหารกว่า 20,000 นายจากทั้งสามเหล่าทัพ พร้อมอาวุธหนัก จึงจำเป็นต้องสนับสนุนกองทัพให้เดินหน้ายุทธศาสตร์ทางทหารอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความได้เปรียบก่อนการเจรจา โดยย้ำว่า การเจรจาจะเกิดผลได้ก็ต่อเมื่อไทยอยู่ในสถานะได้เปรียบ และเสนอให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณ อาวุธยุทโธปกรณ์ และทรัพยากรที่จำเป็นอย่างเพียงพอ เพื่อให้ประเทศไทยเป็น ยักษ์ที่มีกระบอง ปกป้องอธิปไตยและนำไปสู่สันติภาพอย่างแท้จริง

สำหรับการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน นายพีระพันธุ์ระบุว่า หากรัฐบาลมีความจริงใจสามารถช่วยเหลือได้ทันที โดยนายกรัฐมนตรีสามารถออกระเบียบสำนักนายกฯ เพื่อใช้งบกลาง ไม่จำเป็นต้องยึดติดระเบียบเดิม หากไม่มีระเบียบรองรับก็สามารถออกใหม่ได้ พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดการช่วยประชาชนจึงยากกว่าการใช้งบประมาณกว่า 4,000 ล้านบาทจัดการแข่งขัน MotoGP และย้ำว่า หากตนเป็นนายกรัฐมนตรี ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้น เพราะสามารถเขียนและลงนามระเบียบเยียวยาได้ทันที

ด้านข้อพิพาทเขตแดน นายพีระพันธุ์เสนอให้ยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 ทั้งหมด โดยชี้ว่าไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย เนื่องจากไทย–กัมพูชาได้แบ่งเขตแดนชัดเจนแล้วตั้งแต่ปี 2450 หากมีปัญหาควรยึดสนธิสัญญาไทย–ฝรั่งเศส และใช้แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ส่วนเขตแดนทางทะเลซึ่งเป็นแหล่งพลังงานของไทย ได้กำหนดเส้นเขตแดนตามหลักกฎหมายสากลครบถ้วนแล้ว จึงไม่ควรนำทรัพยากรของประเทศไปเจรจาแบ่งปัน สำหรับการปิดด่านชายแดนในสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่สามารถเปิดได้ แต่รัฐบาลต้องเร่งเยียวยาประชาชนด้วยงบกลางทันที และหากสถานการณ์ดีขึ้นในอนาคต อาจพิจารณาเปิดด่านภายใต้กติกาใหม่ที่รัดกุมกว่าเดิม

ขณะที่ปัญหาอาชญากรรมและสแกมเมอร์ นายพีระพันธุ์ระบุว่า หัวใจสำคัญคือ ไม่มีกฎหมายลงโทษ ปัจจุบันผู้กระทำผิดถูกดำเนินคดีฐานฉ้อโกงมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และลดโทษได้เมื่อรับสารภาพ ทำให้ไม่เกรงกลัวกฎหมาย ทั้งที่เป็นอาชญากรรมเชิงขบวนการ สร้างความเสียหายตั้งแต่หลักพันจนถึงระดับหมื่นล้านหรือแสนล้านบาททั่วโลก โดยย้ำว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีกฎหมายเฉพาะและเพิ่มโทษให้สาสม พร้อมเสนอแนวคิดลงโทษขั้นเด็ดขาดด้วยการ ประหารชีวิต หรือติด คุกกลางทะเล คุมขังในพื้นที่ตัดขาดจากโลกภายนอก โดยการนำแท่นขุดเจาะน้ำมันร้างกลางทะเลมาปรับปรุงเป็นสถานที่คุมขังนักโทษอาชญากรรมร้ายแรง เพื่อปิดช่องการสั่งการทำผิดซ้ำจากภายในเรือนจำ

ปัญหาสแกมเมอร์เป็นปัญหาภายในประเทศที่ต้องแก้ให้ตรงจุด ไม่อาจหวังพึ่งแรงกดดันจากนานาชาติ หากรัฐไม่มีอำนาจทางกฎหมาย โทษไม่รุนแรง และไม่มีสถานที่ควบคุมเฉพาะ ก็ไม่สามารถปราบปรามได้อย่างแท้จริง นายพีระพันธุ์ กล่าว

ทั้งนี้ นายพีระพันธุ์ ย้ำจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เปรียบเสมือน การเซ็นเช็คเปล่า โดยย้ำว่าหมวด 1 และหมวด 2 ต้องได้รับการปกป้องอย่างชัดเจน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ