อรรถวิชช์ ชี้กลุ่มทุนยืนบังแดดพลังงาน-เครดิตบูโรซ้ำเติมคน ฉุดเศรษฐกิจไทยติดหล่ม
ข่าวการเมือง

อรรถวิชช์ ชี้กลุ่มทุนยืนบังแดดพลังงาน-เครดิตบูโรซ้ำเติมคน ฉุดเศรษฐกิจไทยติดหล่ม

วันที่ 13 ม.ค. 2569 นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 2 พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะผู้ดูแลนโยบายด้านเศรษฐกิจของพรรค วิเคราะห์ถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่เผชิญภาวะชะงักงันมานานกว่า 20 ปี โดยมีอัตราการเติบโตของ GDP วนเวียนอยู่เพียงร้อยละ 1-4 เท่านั้น ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากการที่ประเทศไทยขาดการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้ธุรกิจในกลุ่ม New S-Curve เช่น อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ หรือการทำ Data Center และระบบ Cloud ไม่สามารถแจ้งเกิดได้ เนื่องจากอุตสาหกรรมเหล่านี้มีความต้องการพื้นฐานสำคัญคือการเข้าถึง พลังงานสะอาด แต่ในปัจจุบันประเทศไทยกลับมีอุปสรรคเชิงโครงสร้างและกฎหมายที่เอื้อต่อกลุ่มทุนบางกลุ่ม จนกลายเป็นการ ยืนบังแดด ขัดขวางโอกาสในการเข้าถึงพลังงานสะอาดของภาคธุรกิจและประชาชน

นายอรรถวิชช์ได้สะท้อนมุมมองต่อปัญหาและแนวทางแก้ไขไว้อย่างน่าสนใจว่า เศรษฐกิจไทยย่ำอยู่กับที่มาเกือบ 20 ปี เพราะเราไม่มีนวัตกรรมใหม่เกิดขึ้นในประเทศ ธุรกิจใหม่ๆ ที่เรียกว่า New S-Curve เช่น การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ หรือ Data Center ล้วนต้องการพลังงานสะอาด แต่ปัญหาคือประเทศไทยมีคนยืนบังแดดให้ ทำให้ไม่ได้รับพลังงานสะอาดอย่างทั่วถึง จนสุดท้ายนักลงทุนที่เคยจะมาไทยก็เปลี่ยนใจไปเวียดนามกันหมด เพราะที่นั่นเขามีพลังงานสะอาดรองรับมากกว่าเรา

นอกจากนี้ ยังระบุถึงแนวทางการปลดล็อกกฎหมายว่า เราต้องเปิดเสรีพลังงานแสงอาทิตย์ หรือเสรีโซลาร์ ใครอยากติดตั้งเพื่อใช้ในธุรกิจหรือนวัตกรรมใหม่ก็ทำได้เลย ไม่ต้องขออนุญาตตราบใดที่ไม่ขายไฟกลับเข้าสู่ระบบการไฟฟ้า แต่ที่ผ่านมาพอคุณพีระพันธุ์พ้นจากตำแหน่ง (รมต.พลังงาน) ไม่กี่วัน กฎหมายนี้ก็ถูกคว่ำทิ้งไป วันนี้รัฐบาลกลับไปเน้นการซื้อพลังงานสะอาดราคาแพงมาใส่ในระบบ ทั้งที่ความจริงประเทศไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้าล้นเกินความต้องการจริงไปมาก ทำให้เราต้องจ่ายค่าไฟแพงเกินจริงเพียงเพื่อรอให้ผู้ได้สัมปทานเก่ารวยใหม่อีกรอบ ซึ่งการยืนบังแดดแบบนี้เป็นอันตรายต่อประเทศมาก

นายอรรถวิชช์ชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์ด้านพลังงานของไทยในปัจจุบันมีความลักลั่นอย่างเห็นได้ชัด โดยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญาถึง 55,000 เมกะวัตต์ ขณะที่ความต้องการใช้สูงสุดหรือช่วงพีกอยู่ที่เพียง 36,000 เมกะวัตต์เท่านั้น การจ่ายค่าไฟที่แพงเกินจริงจึงเป็นภาระที่ประชาชนต้องแบกรับ ขณะเดียวกัน พรรครวมไทยสร้างชาติยืนยันถึงความเด็ดขาดในการทำงาน แม้ที่ผ่านมาการแตะต้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนพลังงานจะทำให้จำนวน สส. ของพรรคก่อนยุบสภาลดน้อยลง แต่พรรคยังคงยึดมั่นในการไม่ปล่อยให้ใครมายืนบังแดดประชาชน

ขณะเดียวกัน นายอรรถวิชช์ยังมองเห็นความสำคัญด้านการเติมเต็ม ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ให้ครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์และเครื่องปรับอากาศที่ไทยเป็นแชมป์ส่งออก แต่กลับยังขาดนวัตกรรมสำคัญอย่างเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด หากไทยไม่สามารถก้าวข้ามผ่านการขาดแคลนนวัตกรรมนี้ไปได้ ก็ยากที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ก้าวกระโดดและแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน

นอกจากการปลดล็อกด้านพลังงานแล้ว นายอรรถวิชช์ยังชี้ให้เห็นปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เป็นอุปสรรคใหญ่ของคนไทย โดยเฉพาะระบบ เครดิตบูโร ที่ทำให้คนวัยทำงานจำนวนมหาศาลต้องเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ซึ่งพรรครวมไทยสร้างชาติเสนอให้ยกเลิกระบบเดิมและเปลี่ยนไปใช้วิธีการประเมินเครดิตรูปแบบใหม่

คนติดเครดิตบูโรมีถึง 5 ล้านคน และ 90% เป็นคนในวัยทำงานอายุ 22-60 ปี ซึ่งระบบบ้านเราเป็นแบบบัญชี 36 เดือน พลาดเพียงเดือนสองเดือนก็ถูกดองข้อมูลไปอีก 3 ปี พรรครวมไทยสร้างชาติเราจะยกเลิกเครดิตบูโรแบบเดิม ใครที่จ่ายเงินและปิดบัญชีแล้ว ห้ามแชร์ข้อมูลนั้นต่อให้ธนาคารอื่น เพื่อให้เขาสามารถไปเริ่มต้นใหม่กับธนาคารอื่นได้ทันที แล้วเปลี่ยนมาใช้ระบบคะแนน หรือ Credit Scoring แทน เหมือนในต่างประเทศที่ใครคะแนนสูงดอกเบี้ยต่ำ ใครคะแนนน้อยดอกเบี้ยก็สูงหน่อยตามความเสี่ยง ไม่ใช่ใช้ประวัติที่ด่างพร้อยเพียงครั้งเดียวมาตัดสินว่าจะให้หรือไม่ให้กู้เลยแบบปัจจุบัน ทำให้ประชาชนเดือดร้อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง