นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ชี้แจงถึงนโยบายปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ ในรายการ กรรมกรข่าวคุยนอกจอ โดยระบุว่านโยบายดังกล่าวจะแบ่งการคิดอัตราค่าไฟฟ้าตามปริมาณการใช้ครอบคลุม 23.2 ล้านครัวเรือน มีเป้าหมายหลักในการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วนตามปริมาณการใช้ไฟ ดังนี้
กลุ่มที่ 1: ผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยแรก
สำหรับกลุ่มนี้ จะคิดอัตราค่าไฟไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ซึ่งครอบคลุมครัวเรือนจำนวน 23.2 ล้านครัวเรือน โดยกลุ่มนี้จะมีค่าไฟฟ้าลดลงอย่างชัดเจน
กลุ่มที่ 2: ผู้ใช้ไฟ 201 – 400 หน่วย
กลุ่มนี้จะคิดอัตราค่าไฟ 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นเรตปกติ ครอบคลุม 4.6 ล้านครัวเรือน โดยรวมแล้วค่าไฟฟ้าของกลุ่มนี้จะลดลง เนื่องจากยังคงได้รับสิทธิสำหรับ 200 หน่วยแรกในอัตราไม่เกิน 3 บาท
กลุ่มที่ 3: ผู้ใช้ไฟตั้งแต่ 401 หน่วยขึ้นไป
กลุ่มนี้จะคิดอัตราค่าไฟแบบขั้นบันได มากกว่า 5 บาทต่อหน่วย ครอบคลุม 3.2 ล้านครัวเรือน โดยค่าไฟฟ้าในส่วนที่เกิน 401 หน่วยขึ้นไป จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณ 1 บาทต่อหน่วย อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ใช้ไฟไม่เกิน 500 หน่วย ค่าใช้จ่ายโดยรวมจะยังคงใกล้เคียงกับสูตรเดิม เนื่องจากยังได้รับสิทธิสำหรับ 200 หน่วยแรกในราคาต่ำ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานยังได้ให้ข้อแนะนำสำหรับผู้ใช้ไฟปริมาณสูง โดยระบุว่า ผู้ที่ใช้ไฟมากกว่า 500 หน่วยต่อเดือน ค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จึงแนะนำให้พิจารณาติดตั้งโซลาร์เซลล์ เนื่องจากในระยะยาวแล้ว ค่าผ่อนชำระโซลาร์เซลล์อาจต่ำกว่าค่าไฟฟ้าที่ต้องจ่ายเพิ่ม
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 เวลา 15.30 น. คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบโครงการค่าไฟ 200 หน่วยแรก อัตราไม่เกิน 300 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่รอบบิลเดือนมิถุนายน 2569 เป็นต้นไป