เตรียมรับมือด่วน! ค่าไฟจ่อปรับราคาขึ้น 1 พ.ค.นี้
ข่าวเศรษฐกิจ

เตรียมรับมือด่วน! ค่าไฟจ่อปรับราคาขึ้น 1 พ.ค.นี้

วันที่ 25 มีนาคม 2569 ดร.พุลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยภายหลังการประชุม กกพ. ครั้งที่ 10/2569 (ครั้งที่ 1000) ว่า ที่ประชุมมีมติเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อการกำหนดค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) สำหรับงวดเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2569 โดยเสนอ 3 กรณี อัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ในช่วง 3.95 - 4.59 บาทต่อหน่วย

กรณีที่ 1 เป็นผลการคำนวณตามสูตรการปรับค่า E ซึ่งเป็นการจ่ายคืนภาระต้นทุนคงค้างของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ทั้งหมด กำหนดค่า Ft ขายปลีกที่ 80.60 สตางค์ต่อหน่วย สะท้อนแนวโน้มต้นทุนช่วงเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2569 จำนวน 29.66 สตางค์ต่อหน่วย และเงินเรียกเก็บเพื่อชดเชยต้นทุนคงค้าง (AF) ที่เกิดขึ้นจริงของ กฟผ. จำนวน 35,928 ล้านบาท หรือคิดเป็น 50.94 สตางค์ต่อหน่วย โดย กฟผ. จะได้รับเงินคืนภาระต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าที่รับแทนประชาชนในช่วงวิกฤตราคาพลังงานทั้งหมดภายในเดือนเมษายน 2569 เพื่อนำไปชำระเงินกู้และเสริมสภาพคล่องทางการเงิน เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย จะทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เพิ่มเป็น 4.59 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 18 จากระดับ 3.88 บาทต่อหน่วยในงวดปัจจุบัน ทั้งนี้ การประมาณการยังไม่รวมรายการปรับปรุงค่า AFcs สำหรับงวดเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2569 จำนวน 2,580 ล้านบาท หรือประมาณ 3.66 สตางค์ต่อหน่วย

กรณีที่ 2 เป็นกรณีต้นทุน FAC ประจำงวดตามข้อเสนอของ กฟผ. กำหนดค่า Ft ขายปลีกที่ 29.66 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งสะท้อนแนวโน้มต้นทุนช่วงเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2569 เท่านั้น โดย กฟผ. จะยังคงรับภาระต้นทุน AF คงค้างสะสมจำนวน 35,928 ล้านบาท หรือ 50.94 สตางค์ต่อหน่วย แทนประชาชน เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย จะทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) อยู่ที่ 4.08 บาทต่อหน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จากงวดปัจจุบัน

กรณีที่ 3 เป็นกรณีต้นทุน FAC ประจำงวดร่วมกับการนำเงิน Claw back มาช่วยบรรเทาผลกระทบผู้ใช้ไฟฟ้า โดยกำหนดค่า Ft ขายปลีกที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย แม้ยังสะท้อนต้นทุนช่วงเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2569 จำนวน 29.66 สตางค์ต่อหน่วย แต่ กฟผ. จะยังรับภาระต้นทุน AF คงค้างสะสมจำนวน 35,928 ล้านบาทไว้แทนประชาชน พร้อมทั้ง กกพ. พิจารณานำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินที่การไฟฟ้าเก็บรักษาไว้ (Claw back) จำนวนประมาณ 9,472 ล้านบาท หรือ 13.43 สตางค์ต่อหน่วย มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้า ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) อยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 จากระดับปัจจุบัน

กกพ. จะเปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ระหว่างวันที่ 25-31 มีนาคม 2569 ก่อนสรุปผลและประกาศอัตราค่าไฟฟ้าอย่างเป็นทางการต่อไป

แม้ต้นทุนเชื้อเพลิง โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกและราคา LNG จะปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์พลังงานโลก ประกอบกับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อค่าไฟฟ้าในงวดถัดไป แต่ กกพ. ยังมีเครื่องมือและกลไกในการบริหารจัดการเพื่อลดผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้า ทั้งการพิจารณาใช้เรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) และการทยอยบริหารภาระต้นทุนคงค้าง (AF) อย่างเหมาะสม ส่งผลให้ กกพ. สามารถรักษาสมดุลระหว่างการสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงกับการดูแลค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม พร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพทางการเงินของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ควบคู่ไปกับความมั่นคงของระบบพลังงานในภาพรวมได้ ดร.พูลพัฒน์กล่าว

ดร.พูลพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา กกพ. ได้ทยอยชำระคืนภาระหนี้ค่าเชื้อเพลิงจากต้นทุนคงค้าง (AF) ให้แก่ กฟผ. และ ปตท. อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงเดือนกันยายน - ธันวาคม 2568 กกพ. มีมตินำเงินเรียกคืนส่วนเกินรายได้ของการไฟฟ้ามาช่วยลดค่าไฟฟ้าจำนวน 2,640 ล้านบาท และเห็นชอบให้ทยอยคืนค่า AFgas รวม 6 งวด เริ่มตั้งแต่งวดที่สองในช่วงเดือนกันยายน - ธันวาคม 2568 ส่งผลให้ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 ยอดคงค้างค่า AF ลดลงเหลือ 35,928 ล้านบาท และต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติคงค้างของรัฐวิสาหกิจลดลงเหลือประมาณ 10,300 ล้านบาท แม้จะลดลงมากแล้ว แต่ยังคงเป็นปัจจัยกดดันค่าเอฟทีต่อไปจนกว่าจะทยอยชำระภาระค่าเชื้อเพลิงคงค้างทั้งหมดให้กับ กฟผ. และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่เข้ามารับภาระแทนประชาชนผู้ใช้ไฟในงวดก่อนหน้านี้