วันที่ 22 มีนาคม 2569 สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านในภูมิภาคตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปทั่วโลก โดยเฉพาะวิกฤตด้านพลังงาน หลังอิหร่านสั่งจำกัดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ทำให้หลายประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันผ่านเส้นทางดังกล่าวเผชิญความเสี่ยงขาดแคลนน้ำมันดิบภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์
ชนวนเหตุของความขัดแย้งครั้งนี้เริ่มขึ้นเมื่อเดือนที่ผ่านมา ภายหลังปฏิบัติการร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลในอิหร่าน ส่งผลให้อายาตลอฮ์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิต ก่อนที่อิหร่านจะตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในดูไบ คูเวต และกาตาร์
ล่าสุด Unilad รายงานว่า โรงงานก๊าซหลักในเขตอุตสาหกรรมราส ลัฟฟาน ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีของอิหร่าน เมื่อวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา
ข้อมูลจากทีมสินค้าโภคภัณฑ์ของ SocGen และ Forbes ระบุว่า หลายประเทศในเอเชียกำลังเผชิญความเสี่ยงสูง เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซในสัดส่วนมาก ได้แก่
1. เมียนมา นำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซสูงถึง 80% และมีน้ำมันสำรองเหลือใช้ได้เพียงประมาณ 1 เดือน
2. เวียดนาม พึ่งพาน้ำมันจากเส้นทางนี้มากกว่า 80% และคาดว่าน้ำมันอาจหมดคลังภายใน 1 เดือนหากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย
3. ฟิลิปปินส์ นำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบนี้มากกว่า 3 ใน 4 ของปริมาณการใช้ทั้งหมด
4. สิงคโปร์ มีน้ำมันสำรองเหลือสำหรับใช้งานได้เพียง 40 วัน และอาจต้องจัดหาแหล่งพลังงานใหม่ที่มีราคาสูงขึ้นมาก
5. ไทย แม้อยู่ในสถานการณ์ที่ดีกว่าเล็กน้อย แต่มีน้ำมันสำรองเหลือใช้เพียง 50 วัน โดยปกติไทยนำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซราว 400,000 บาร์เรลต่อวัน

นอกจากนี้ ยังมีประเทศอื่น ๆ ที่อยู่ในกลุ่มความเสี่ยง ได้แก่ ไต้หวัน เกาหลีใต้ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น
ในฝั่งสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อรับมือราคาน้ำมันดิบ WTI ที่พุ่งสูงแตะระดับ 95-98 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นกว่า 50% นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น โดยมีมาตรการสำคัญ ได้แก่
ระงับใช้กฎหมาย Jones Act เป็นเวลา 60 วัน เพื่ออนุญาตให้เรือสัญชาติต่างชาติสามารถขนส่งน้ำมันและก๊าซระหว่างท่าเรือของสหรัฐฯ ได้สะดวกขึ้น เพิ่มปริมาณการกระจายน้ำมันภายในประเทศ
ระบายน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ โดยประกาศปล่อยน้ำมันดิบ 172 ล้านบาร์เรล คิดเป็นกว่า 40% ของปริมาณสำรองทั้งหมดของสหรัฐฯ เพื่อพยุงราคาตลาดโลกตามข้อตกลงของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA)
ยกเว้นการคว่ำบาตรรัสเซียบางส่วน เพื่อเพิ่มอุปทานน้ำมันในตลาดโลกและลดแรงกดดันด้านราคาต่อประชาชนสหรัฐฯ
สถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง หากการเจรจาหรือการเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซยังไม่เกิดขึ้นในเร็ววัน วิกฤตพลังงานครั้งนี้อาจลุกลามจนกลายเป็นภาวะอัมพาตทางเศรษฐกิจในหลายประเทศทั่วเอเชีย.