ทลายอาณาจักรบัญชีม้านิติบุคคลข้ามชาติ พบจดทะเบียนบริษัทกว่า 1,500 แห่ง โยงคดีหลอกเงิน 379 ล้าน
ทลายอาณาจักรบัญชีม้านิติบุคคลข้ามชาติ พบจดทะเบียนบริษัทกว่า 1,500 แห่ง โยงคดีหลอกเงิน 379 ล้าน
ข่าวอาชญากรรม

ทลายอาณาจักรบัญชีม้านิติบุคคลข้ามชาติ พบจดทะเบียนบริษัทกว่า 1,500 แห่ง โยงคดีหลอกเงิน 379 ล้าน

ฟังข่าวนี้

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดปฏิบัติการ “Operation Dark Empire” เดินหน้าทลายเครือข่ายจัดหาบัญชีม้านิติบุคคลข้ามชาติ หลังสืบสวนพบขบวนการใช้บริษัทบังหน้าเปิดบัญชีธนาคาร ก่อนส่งต่อให้กลุ่มสแกมเมอร์ เครือข่ายฟอกเงิน และเว็บพนันออนไลน์ โดยตรวจพบการจดทะเบียนบริษัทที่เกี่ยวข้องแล้วกว่า 1,500 แห่ง พบความเชื่อมโยงกับคดีในระบบ CFR กว่า 1,060 กรณี และข้อมูลผู้เสียหายในระบบ TPO จำนวน 311 กรณี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 379 ล้านบาท ล่าสุดสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 11 ราย พร้อมตรวจยึดของกลางรวม 934 รายการ

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้อำนวยการศูนย์ ACSC และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และรองผู้อำนวยการศูนย์ฯ โดยสั่งการให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ขยายผลสืบสวนเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาบัญชีม้าและการฟอกเงินข้ามชาติ

คดีนี้สืบเนื่องจากช่วงต้นปี 2569 ACSC เคยเปิดปฏิบัติการ “ปัดกวาดบ้านหนองจาน ล้างโกดังทหารเขมรเถื่อน” ดำเนินคดีและออกหมายจับนายทหารยศพันเอก พร้อมครอบครัวชาวกัมพูชาและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับโกดังสแกนหน้าบัญชีม้าแล้วกว่า 21 ราย ก่อนมอบหมายให้ กก.2 บก.ป. สืบสวนขยายผลร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) จนพบเครือข่ายที่ใช้ชื่อ “DK Global Group” ซึ่งมีข้อมูลสืบสวนระบุว่า นาย Chia Chun หรือ Dave สัญชาติมาเลเซีย เป็นหัวหน้ากลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาบัญชีม้านิติบุคคลเพื่อส่งต่อให้กลุ่มธุรกิจผิดกฎหมาย

จากแนวทางการสืบสวนพบว่า ขบวนการดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนรูปแบบจากการจัดหาบัญชีม้าบุคคลธรรมดา มาเป็นการจัดตั้งบริษัทเพื่อเปิดบัญชีธนาคารตั้งแต่ช่วงกลางปี 2567 เนื่องจากบัญชีนิติบุคคลสามารถรองรับธุรกรรมวงเงินสูง และมีรูปแบบการใช้งานที่แตกต่างจากบัญชีบุคคลทั่วไป ทำให้ถูกนำมาใช้เป็นช่องทางในการอำพรางธุรกรรมและหลบเลี่ยงการตรวจสอบ

เครือข่ายแบ่งหน้าที่กันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่กลุ่ม Agent ทำหน้าที่ชักชวนบุคคลให้มาจดทะเบียนบริษัทและเปิดบัญชีธนาคารแลกกับค่าตอบแทน ทีมดำเนินการจดทะเบียนนิติบุคคลผ่านระบบออนไลน์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือ DBD Biz Regist ตลอดจนจัดเตรียมเอกสารและตราประทับบริษัทสำหรับใช้เปิดบัญชีธนาคาร

นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งกลุ่มสื่อสารผ่าน Telegram เพื่อรวบรวมเอกสารส่วนบุคคลของผู้ที่เข้าร่วมขบวนการ ขณะที่ผู้เปิดบริษัทจะได้รับการเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับกิจการ เพื่อใช้ประกอบการติดต่อกับธนาคาร ก่อนจัดซื้อโทรศัพท์มือถือและซิมการ์ดสำหรับเปิดบัญชีและใช้งานแอปพลิเคชันธนาคาร จากนั้นจะรวบรวมโทรศัพท์ที่ผูกกับบัญชีแล้วส่งต่อให้ลูกค้าผ่านจุดขนส่งพัสดุบริเวณชายแดน เพื่อนำไปใช้งานในประเทศเพื่อนบ้านตามแนวทางที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบ

ขบวนการยังมีทีมประสานงานเพื่อแก้ไขปัญหาเมื่อบัญชีธนาคารถูกอายัด หรือผู้เปิดบัญชีถูกดำเนินคดี สะท้อนให้เห็นถึงการแบ่งบทบาทหน้าที่และการดำเนินงานที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ขั้นตอนจัดหาบุคคล จดทะเบียนบริษัท เปิดบัญชีธนาคาร ไปจนถึงส่งมอบบัญชีให้กลุ่มลูกค้า

ผลการตรวจสอบพบว่า บริษัทที่เชื่อว่าถูกจดทะเบียนโดยเครือข่ายดังกล่าวมีจำนวนกว่า 1,500 แห่ง และคาดว่ามีบัญชีธนาคารที่เกี่ยวข้องถูกนำไปจำหน่ายให้กลุ่มสแกมเมอร์ เครือข่ายฟอกเงิน และเว็บพนันออนไลน์แล้วหลายพันบัญชี โดยข้อมูลที่ตรวจพบเชื่อมโยงกับ CFR มากกว่า 1,060 กรณี จากบัญชีธนาคาร 255 บัญชี ของบริษัท 189 แห่ง

ขณะเดียวกัน ข้อมูลผู้เสียหายในระบบ TPO พบจำนวน 311 CaseID ซึ่งมีความเสียหายรวมกว่า 379 ล้านบาท เชื่อมโยงกับบัญชีธนาคาร 64 บัญชี ของบริษัท 48 แห่ง

ภายหลังรวบรวมพยานหลักฐาน เจ้าหน้าที่ได้ขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งหมด 16 ราย ซึ่งแบ่งบทบาทตั้งแต่หัวหน้ากลุ่ม เลขาหรือแอดมิน ทีมจดทะเบียนนิติบุคคล ทีมประสานงานเจ้าหน้าที่ กลุ่ม Agent กลุ่ม Runner และผู้สนับสนุน พร้อมขออนุมัติหมายค้นจากศาลอาญาและศาลจังหวัดที่เกี่ยวข้อง รวม 20 จุด ในพื้นที่ 8 จังหวัดทั่วประเทศ

กระทั่งวันที่ 26 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ป. นำกำลังเข้าตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาได้ 11 ราย ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ กรุงเทพมหานคร เพชรบุรี อุดรธานี สงขลา พังงา และนครราชสีมา โดยผู้ต้องหา 9 ราย ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันเป็นอั้งยี่ จัดหาและซื้อขายบัญชีม้า ร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน ส่วนผู้ต้องหาอีก 2 ราย ถูกกล่าวหาในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน

การตรวจค้นครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตรวจยึดของกลางได้รวม 934 รายการ ประกอบด้วยสมุดบัญชีธนาคาร 239 รายการ ตราประทับนิติบุคคล 222 รายการ โทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ 36 รายการ ซิมการ์ด 12 รายการ เครื่องทำตราประทับ 1 เครื่อง รวมถึงทรัพย์สินอื่นที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ป. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สำหรับคำให้การเบื้องต้น ผู้ต้องหาบางส่วนให้การรับสารภาพ ขณะที่บางส่วนให้การภาคเสธ โดยคดียังคงอยู่ในกระบวนการสอบสวนและดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมาย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ