กองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี (กก.ดส.) กวาดล้างเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ สนองนโยบายเข้มข้นของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำโดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจนครบาล โดย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. สั่งการให้ พ.ต.อ.ศุภชัย ชัยสุวรรณ ผกก.ดส. และ พ.ต.ท.วรพล สมประสงค์ สว.กก.ดส. นำกำลังชุดปราบปรามยาเสพติด กก.ดส. ซุ่มสืบสวนสะแกะรอยเครือข่ายลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่สุขสวัสดิ์-ทุ่งครุ อย่างต่อเนื่อง
กระทั่งต่อมา เจ้าหน้าที่ได้นำกำลังเข้าปิดล้อมจับกุม นายวิวัฒน์ หรือเต้ย อายุ 39 ปี และ นางสาวพิมลพรรณ อายุ 30 ปี สองผู้ต้องหาคู่รักนักบิน ขณะขับรถยนต์ของกลางเข้ามาจอดแวะพักภายในสถานีบริการน้ำมัน ริมถนนสายเอเชีย ต.เชียงรากน้อย อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา จากการตรวจค้นรถยนต์ของนายวิวัฒน์ พบยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์ หรือ เมทแอมเฟตามีน) บรรจุถุงอย่างแน่นหนาจำนวน 240 ถุง น้ำหนักรวมถึง 240 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ภายในห้องโดยสารและท้ายรถ

จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้งสองให้การรับสารภาพว่า รับจ้างจากผู้ค้ารายใหญ่ในพื้นที่ จ.ลพบุรี เป็นเงินค่าจ้าง 100,000 บาท เพื่อทำหน้าที่เป็น นักบิน ขับรถลำเลียงยาไอซ์จำนวนดังกล่าวไปเก็บพักไว้ที่บ้านพักในซอยสุขสวัสดิ์ 70 แขวงทุ่งครุ เขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ เพื่อรอคำสั่งกระจายสินค้าให้กับลูกค้ารายย่อยในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

เจ้าหน้าที่จึงขยายผล นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านพักย่านสุขสวัสดิ์ดังกล่าวทันที ซึ่งจากการตรวจค้นภายในห้องนอนของผู้ต้องหา พบวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 (คีตามีน) ซุกซ่อนอยู่อีกจำนวน 20 ถุง น้ำหนักรวมประมาณ 20 กิโลกรัม รวมของกลางทั้งหมดเป็นยาไอซ์ 240 กิโลกรัม, คีตามีน 20 กิโลกรัม, รถยนต์ 2 คัน และโทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง รวมมูลค่าของกลางที่ยึดได้ในคดีนี้สูงถึง 80,000,000 บาท

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์หรือเมทแอมเฟตามีน) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และร่วมกันจำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 (คีตามีน) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจมีข้อมูลบุคคลและตัวการใหญ่ของเครือข่ายนี้แล้ว อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ร่วมกระทำความผิดเพิ่มเติมมาลงโทษต่อไป
