วันที่ 6 ก.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุสะเทือนใจคนทำมาหากินและกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคม เมื่อนายศุภชัย ไรเดอร์ขับรถยนต์รับส่งผู้โดยสารผ่านแอปพลิเคชันวัย 61 ปี ได้เดินทางเข้าร้องขอความเป็นธรรมกับเพจสายไหมต้องรอด หลังจากที่ตนเองถูกกลุ่มผู้โดยสารชาวเมียนมาจำนวน 5 คน รุมทำร้ายร่างกายอย่างทารุณจนหมดสติคาที่ และส่งผลให้ตาขวาบอดสนิทถาวร 100 เปอร์เซ็นต์ โดยชนวนเหตุมาจากเงินค่าทางด่วนเพียงแค่ 50 บาทเท่านั้น ทว่าเหตุการณ์ผ่านมานานเกือบ 3 เดือนแล้ว คดีกลับไม่มีความคืบหน้าและยังไม่สามารถจับกุมผู้ก่อเหตุมาลงโทษได้ จนทำให้ผู้เสียหายเกิดความอัดอั้นตันใจและตั้งคำถามต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
โดยนายศุภชัยได้ย้อนเล่าถึงนาทีชีวิตในวันเกิดเหตุเมื่อวันที่ 12 เมษายนที่ผ่านมาว่า ช่วงบ่ายวันนั้นตนได้รับงานผ่านแอปพลิเคชันให้ไปรับผู้โดยสารกลุ่มหนึ่งจำนวน 5 คนจากบริเวณหมอชิตเพื่อไปส่งที่จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งผู้โดยสารทั้งหมดเป็นชาวเมียนมา แต่มีอยู่หนึ่งคนที่สามารถพูดสื่อสารภาษาไทยได้อย่างชัดเจน ระหว่างที่ขับรถอยู่นั้นตนได้หันไปสอบถามความสมัครใจของผู้โดยสารว่าจะใช้เส้นทางด่วนเพื่อความรวดเร็วหรือไม่ ซึ่งทางฝั่งผู้โดยสารก็ตอบตกลง ตนจึงได้ขับรถขึ้นทางด่วนโดยมีค่าผ่านทางจำนวน 50 บาท แต่เมื่อเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางบริเวณถนนราชาเทวะ กลุ่มผู้โดยสารกลับปฏิเสธที่จะชำระค่าบริการ โดยแสดงความไม่พอใจและโต้เถียงว่า ในหน้าจอมือถือของพวกตนระบุราคาค่าโดยสารไว้ที่ 720 บาท แต่เหตุใดคนขับถึงเรียกเก็บเงินจำนวน 770 บาท

แม้ทางนายศุภชัยจะพยายามอธิบายอย่างใจเย็นว่าจำนวนเงิน 50 บาทที่เพิ่มขึ้นมานั้นเป็นค่าทางด่วนที่ได้ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ แต่กลุ่มชาวต่างชาติต่างไม่รับฟังและเริ่มใช้กำลังบานปลาย กลายเป็นการรุมทำร้ายร่างกายไรเดอร์รุ่นใหญ่วัย 61 ปีอย่างบ้าคลั่งจนกระทั่งนายศุภชัยสลบแน่นิ่งไปทันที นายศุภชัยระบุต่อว่า หลังจากหมดสติไปมารู้สึกตัวอีกครั้งก็พบว่าตนเองนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลแล้ว โดยในระหว่างที่นอนพักฟื้นอยู่นั้น ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจโทรศัพท์มาสอบปากคำพร้อมกับแจ้งข้อมูลให้ตนทราบว่า ทางตำรวจได้เดินทางไปยังโรงแรมที่กลุ่มผู้ก่อเหตุเข้าพักเรียบร้อยแล้ว ทั้งยังได้ขอชื่อและหมายเลขหนังสือเดินทางของผู้ก่อเหตุทั้งหมดเก็บไว้แล้วด้วย เมื่อได้ยินดังนั้น ตนจึงได้พูดขอร้องให้เจ้าหน้าที่ช่วยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เช่น ชื่อ-นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ รวมถึงสถานที่ทำงานของผู้ก่อเหตุเพื่อความรัดกุมในการดำเนินคดี แต่กลับรู้สึกได้ทันทีว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจปลายสายมีท่าทีคล้ายไม่พอใจ

ทว่าเรื่องราวกลับยิ่งน่าสงสัยมากขึ้นไปอีก เพราะหลังจากที่ตนออกจากโรงพยาบาลและเดินทางไปยังสถานีตำรวจเพื่อสืบหาความคืบหน้าและให้ปากคำเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่กลับแจ้งกับตนว่าไม่ทราบที่อยู่ของกลุ่มผู้ก่อเหตุเลย ทำให้ตนรู้สึกสับสนและตั้งข้อสังเกตว่า ข้อมูลในคราวนี้ขัดแย้งกับสิ่งที่ตำรวจเคยโทรศัพท์มาบอกตนอย่างสิ้นเชิงในตอนแรก และนับจากวันนั้นจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะจับกุมใครได้เลย ซึ่งตนมองว่าหากปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปเช่นนี้ และถ้าผู้ก่อเหตุเป็นกลุ่มแรงงานที่ลักลอบเข้าเมืองมาอย่างผิดกฎหมาย ก็อาจจะยิ่งทำให้การติดตามตัวยากขึ้นจนคดีสูญหายไปในที่สุด

ผลกระทบจากหมัดมวยในวันนั้นทำให้นายศุภชัยต้องสูญเสียตาข้างขวาไปอย่างถาวร ไม่สามารถมองเห็นได้อีกเลยตลอดชีวิต ส่งผลให้ต้องกลายเป็นผู้พิการและไม่สามารถกลับไปขับรถยึดอาชีพไรเดอร์หาเลี้ยงชีพได้ตามปกติเหมือนเดิม ทุกวันนี้ยังต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการข้างเคียง ทั้งอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง มีเลือดกำเดาไหลออกมาเป็นระยะ และมีน้ำตาไหลซึมออกจากตาข้างที่บอดอยู่ตลอดเวลา แม้จะพยายามดิ้นรนคิดหาทางรอดด้วยการจะไปรับลอตเตอรี่มาขาย แต่ก็ติดปัญหาตรงที่ไม่มีโควต้าสำหรับผู้พิการรองรับ ในขณะที่เงินค่าโดยสารในวันเกิดเหตุจำนวน 770 บาท ตนก็ยังไม่ได้เลยแม้แต่บาทเดียว ยิ่งไปกว่านั้น รถยนต์ส่วนตัวที่ต้องจอดทิ้งไว้ในพื้นที่ของโรงแรมหลังเกิดเหตุก็ยังถูกเรียกเก็บค่าจอดรถสูงถึงวันละ 100 บาท รวมเป็นเวลา 7 วันที่ตนต้องควักกระเป๋าจ่ายไปฟรี ๆ อีกทั้งนาฬิกาข้อมือที่สวมใส่ในวันนั้นก็ถูกทุบตีจนหน้าปัดแตกพังเสียหายยับเยิน
ทางด้าน นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด ซึ่งเป็นผู้เข้ามาให้การช่วยเหลือในคดีนี้ ได้เปิดเผยถึงอาการบาดเจ็บของนายศุภชัยว่า ถือว่ารุนแรงและสาหัสเป็นอย่างมาก โดยใบแพทย์ระบุว่ามีอาการเลือดออกในเนื้อเยื่อหุ้มสมอง เบ้าตาขวาแตกหัก และสูญเสียการมองเห็นของตาขวาโดยสิ้นเชิง รวมถึงมีบาดแผลฉกรรจ์ตามร่างกายและศีรษะอีกหลายจุด ซึ่งหลังจากนี้ ตนจะรีบทำการประสานงานไปยังผู้กำกับการ สภ.บางแก้ว เพื่อขอเข้าพบและเร่งรัดติดตามคดีนี้ด้วยตนเองอย่างใกล้ชิด โดยเชื่อมั่นว่าบริเวณด้านหน้าและโดยรอบของโรงแรมที่เกิดเหตุน่าจะมีกล้องวงจรปิดบันทึกภาพเหตุการณ์รวมถึงใบหน้าของกลุ่มคนร้ายเอาไว้ได้อย่างชัดเจน และทางตำรวจเองก็น่าจะมีการเก็บรวบรวมพยานหลักฐานเหล่านี้ไปบ้างแล้ว จึงอยากวิงวอนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานอย่างตรงไปตรงมาและเร่งลากตัวผู้กระทำความผิดมาเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายโดยเร็วที่สุด เพราะถือเป็นคดีที่สะเทือนใจอย่างยิ่ง ที่คนไทยเจ้าของประเทศตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินสุจริต แต่กลับต้องมาถูกกลุ่มนักท่องเที่ยวหรือแรงงานต่างชาติรุมทำร้ายจนพิการปางตาย เพียงเพราะไม่อยากจ่ายเงินค่าทางด่วนแค่ 50 บาทเท่านั้น