จากกรณีเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อเด็กชายวัย 11 ปี ขับรถกระบะแล่นเข้าชนกลุ่มพระสงฆ์ที่กำลังเดินธุดงค์ บนถนนสายหลักฝั่งขาเข้าเมือง ก่อนถึงทางเข้าห้วยสิงห์ พื้นที่บ้านนาสีนวล อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ซึ่งส่งผลให้มีพระภิกษุมรณภาพในที่เกิดเหตุ 5 รูป และมรณภาพที่โรงพยาบาลอีก 5 รูป รวมทั้งมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ตามที่ได้มีการนำเสนอข่าวไปก่อนหน้านี้
ต่อมาเมื่อเวลา 14.00 น. ของวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังจังหวัดขอนแก่น เพื่อพบกับ นางปัญจา ชัยเลิศ อายุ 69 ปี ซึ่งเป็นมารดาของ พระคำสิงห์ ชัยเลิศ อายุ 41 ปี หนึ่งในพระภิกษุที่มรณภาพจากเหตุการณ์ดังกล่าวในที่เกิดเหตุ โดยนางปัญจายังคงอยู่ในอาการเศร้าโศกเสียใจอย่างสุดซึ้ง และยังไม่สามารถทำใจกับการจากไปของพระคำสิงห์ ซึ่งเป็นบุตรชายคนเล็กได้
นางปัญจา เล่าว่า พระคำสิงห์เพิ่งอุปสมบทเมื่อช่วงเข้าพรรษาปีที่ผ่านมา ก่อนหน้านั้นบุตรชายเคยประสบอุบัติเหตุรุนแรงจนต้องเข้ารับการผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะเพื่อรักษาอาการ และสามารถรอดชีวิตกลับมาได้ แต่หลังเกิดอุบัติเหตุ สภาพร่างกายและความสามารถบางด้านของบุตรชายไม่ค่อยสมบูรณ์เหมือนเดิม ทำให้ผู้เป็นแม่มีความเป็นห่วงอยู่ตลอดเวลา
เมื่อประมาณ 4-5 ปีก่อน พระยงยุทธ ซึ่งเดินทางมาจากพื้นที่อื่น ได้มาขอจำพรรษาอยู่ที่วัดภายในหมู่บ้าน บุตรชายของนางปัญจามักเข้าไปพูดคุยและคลุกคลีอยู่กับพระยงยุทธเป็นประจำ
ต่อมา พระยงยุทธได้มาขออนุญาตให้นางปัญจายินยอมให้บุตรชายอุปสมบท ในขณะนั้นนางปัญจามีความกังวล เนื่องจากบุตรชายเคยประสบอุบัติเหตุและมีสภาพร่างกายไม่ค่อยสมบูรณ์ แต่พระยงยุทธยืนยันว่าจะเป็นผู้ดูแลให้เอง พร้อมบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง เมื่อสอบถามความสมัครใจของบุตรชาย บุตรชายก็บอกว่าต้องการบวชเช่นกัน จึงยินยอมให้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์
หลังจากอุปสมบท พระคำสิงห์และพระยงยุทธ ซึ่งทำหน้าที่เป็นพระพี่เลี้ยง มักออกเดินธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆ อยู่เสมอ และสามารถเดินทางกลับมาที่วัดได้ทุกครั้ง
สำหรับการเดินธุดงค์ครั้งล่าสุด ก่อนออกเดินทาง พระคำสิงห์ได้มาหาครอบครัวที่บ้าน พร้อมบอกว่าจะเดินทางไปธุดงค์ก่อน จากนั้นจึงจะกลับมาเข้าพรรษาที่วัดประจำหมู่บ้านตามเดิม
นางปัญจา เล่าถึงบทสนทนาครั้งสุดท้ายระหว่างตนเองกับพระบุตรชายว่า เมื่อทราบข่าวว่าพระคำสิงห์กำลังจะออกธุดงค์อีกครั้ง จึงถามขึ้นว่า “ได้ยินว่าจะไปธุดงค์อีกหรือ” พระคำสิงห์ตอบว่า “ใช่” ด้วยความเป็นห่วง นางปัญจาจึงบอกบุตรชายว่า “ไม่ไปไม่ได้เหรอลูก” พระคำสิงห์ตอบกลับมาว่า “แม่ก็อย่าคิดมากนักเลย ให้คิดเรื่องของตัวเองก็พอ” นางปัญจาจึงตอบไปว่า “ถ้าไม่คิดถึงลูก จะให้คิดถึงใคร” จากนั้นพระคำสิงห์ได้ตอบสวนกลับมาด้วยน้ำเสียงแข็งว่า “ไม่ตายหรอกน่า” ผู้เป็นแม่จึงรีบเตือนว่า “อย่าพูดอย่างนั้นเลยลูก” หลังจากพูดจบ พระคำสิงห์ไม่ได้ตอบอะไรอีก เพียงนั่งนิ่งและมองหน้าแม่อยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นทั้งสองก็ไม่ได้พูดคุยกันอีก ก่อนที่รุ่งเช้าพระคำสิงห์จะออกเดินทางไปพร้อมกับคณะธุดงค์
นางปัญจา กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ พระคำสิงห์เพิ่งออกเดินธุดงค์ร่วมกับพระยงยุทธ ซึ่งเป็นพระพี่เลี้ยง และเดินทางกลับมาถึงวัดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เมื่อทราบว่ารอบนี้พระบุตรชายกำลังจะออกเดินธุดงค์อีกครั้ง จึงอดรู้สึกเป็นห่วงไม่ได้ กระทั่งได้รับข่าวว่าพระบุตรชายประสบเหตุรุนแรง รู้สึกตกใจอย่างรุนแรง ทำอะไรไม่ถูก ร่างกายอ่อนแรงและเหนื่อยจนแทบไม่มีแรงเดิน หลานสาวต้องนำยาดมมาให้สูดดมเพื่อบรรเทาอาการ
ในช่วงเวลาเดียวกัน ลูกสะใภ้ได้เปิดดูข่าวผ่านโทรศัพท์มือถือ และพบว่าจุดเกิดเหตุเป็นเส้นทางเดียวกับที่พระน้องชายของสามีเดินธุดงค์ จึงเร่งให้สามีโทรศัพท์ติดต่อพระยงยุทธ แต่ไม่มีผู้ใดรับสาย เนื่องจากพระยงยุทธก็ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวเช่นกัน
ต่อมาครอบครัวได้รับข้อมูลจากหลานชายที่ติดตามคณะธุดงค์ไปด้วย และเป็นผู้เข้าไปประคองพระคำสิงห์หลังเกิดเหตุ โดยหลานชายเล่าว่า ขณะนั้นพระคำสิงห์ได้รับบาดเจ็บสาหัส เมื่อประคองร่างขึ้นมา พระคำสิงห์หายใจสะดุดจำนวน 3 ครั้ง ก่อนจะเงียบไปตั้งแต่บริเวณจุดเกิดเหตุ จึงเชื่อว่าพระบุตรชายอาจสิ้นใจตั้งแต่อยู่บริเวณที่เกิดเหตุแล้ว
หลังทราบข่าวการมรณภาพ นางปัญจาได้นำภาพของพระคำสิงห์ในโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู พร้อมพูดกับรูปของพระบุตรชายว่า “ตายแล้วก็ขอให้ไปถึงที่สุขนะลูกเอ้ย ไม่ต้องเป็นห่วงเป็นใยพ่อแม่เลย พ่อแม่รู้ว่าเป็นห่วง แต่มันจำเป็น ก็ขอให้ไปถึงสุขเถิด หมดกรรม หมดเวรของเจ้าแล้ว ไม่ต้องห่วง”
นางปัญจายังตั้งข้อสังเกตว่า ในคืนหลังเกิดเหตุ สุนัขที่บ้านไม่ได้เห่าหรือแสดงอาการผิดปกติแต่อย่างใด ต่างจากสุนัขที่วัด ซึ่งเห่าหอนตลอดทั้งคืน เชื่อว่าพระคำสิงห์อาจกลับมาที่วัด และไม่ได้กลับมารบกวนพ่อแม่ที่บ้าน เนื่องจากตนได้พูดส่งพระบุตรชายให้ไปสู่ภพภูมิที่ดี และไปสู่ที่ชอบแล้ว