จากกรณีนายธนพล (ผู้เสียหาย) อายุ 83 ปี อดีตพนักงานบริษัท อ้างว่าถูกถอนเงินออกจากธนาคารแห่งหนึ่ง สาขาวัดพระยาไกร เกลี้ยงบัญชี รวมกว่า 615,600 บาท โดยที่ตนเองไม่เคยทำรายการ นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่า เงินฝากจำนวน กว่า 2 ล้านบาท ที่เริ่มฝากตั้งแต่ปี 67-68 กลับไม่มีการปรับสมุดบัญชีดังกล่าว จึงเข้าแจ้งความไว้ที่ สน.ยานนาวา เพื่อไว้เป็นหลักฐาน ตามที่เสนอข่าวไปก่อนหน้านี้แล้วนั้น
ล่าสุด เมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2569 พ.ต.อ.พันษา อมราพิทักษ์ ผกก.สน.ยานนาวา เปิดเผยว่า คดีนี้เงินไม่หาย หลังได้รับแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พาคุณลุงไปติดต่อที่ธนาคารดังกล่าว สาขายานนาวาด้วยตนเอง เพื่อไปพบผู้จัดการธนาคาร และตรวจสอบคลิปวงจรปิด ร่วมกัน 3 ฝ่าย คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้เสียหาย และธนาคาร ซึ่งปรากฏภาพชัดเจนว่า ลุงผู้เสียหาย เป็นผู้เบิกเงินและรับเงินครบจำนวนจากธนาคารจริง โดยวันที่พาลุงผู้เสียหาย ไปเห็นคลิป ขณะเบิกเงิน ก็จำนนต่อหลักฐานและยอมรับว่าตนเองเป็นคนไปเบิกเงินและได้ครบจำนวน แต่จู่ ๆ ในวันถัดไป ก็กลับแจ้งว่าเงินหายอีก
นอกจากนี้ ลุงผู้เสียหาย ยังเดินทางไปร้องเรียนต่อธนาคารและร้องเรียนพนักงานสอบสวนอีกหลายที่ โดยไม่ยอมรับความจริง แต่อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า หลังจากที่ลุงผู้เสียหายมาขอความช่วยเหลือทางเจ้าหน้าที่ก็ได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงจนเสร็จสิ้นไปแล้ว แต่เมื่อผู้เสียหายยัง ไม่ยอมรับข้อเท็จจริง ทางตำรวจจึงได้แนะนำให้รู้ผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์เพื่อ นำคดีเข้าสู่กระบวนการสอบสวน โดยพนักงานสอบสวน จะมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องเสนอสำนวนในวันจันทร์ที่ (24 ส.ค.) นี้
เบื้องต้นทางบัญชีเงินฝากของ ผู้เสียหาย เป็นบัญชีเงินฝากประจำ ซึ่งมีเงื่อนไขในการถอนเงิน โดยเงินฝากของผู้เสียหายบางครั้งฝากเป็นก้อน และถึงกำหนดถอนได้ กับบางส่วนที่ยังไม่ถึงกำหนด ก็ไม่สามารถถอนได้ ทางเจ้าหน้าที่ธนาคารจึงได้มีการทำรายการถอนเงินจำนวนที่สามารถถอนได้ไปก่อน ซึ่งก็ย่อมมีเศษสตางค์ แต่รวมกันแล้ว เป็นเงินจำนวน 615,600 บาท
ทั้งนี้ทั้งนั้น หลังจากที่พนักงานสอบสวนส่งสำนวนให้กับอัยการ เมื่ออัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง ทางพนักงานสอบสวน รวมถึงเจ้าหน้าที่ธนาคารผู้ที่เกี่ยวข้องอาจจะใช้สิทธิ์ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายเช่นกัน