เปิดหลังบ้านเว็บหนังเถื่อนดัง คนดู 25 ล้าน มูลค่า 4.5 พันล้าน
ข่าวอาชญากรรม

เปิดหลังบ้านเว็บหนังเถื่อนดัง คนดู 25 ล้าน มูลค่า 4.5 พันล้าน

วันที่ 27 มกราคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก กรมสอบสวนคดีพิเศษ รายงานว่า เจ้าหน้าที่มีการตรวจค้นและจับกุม ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ลำปาง ตาก พิษณุโลก สมุทรปราการ และชลบุรี รวมทั้งสิ้น 8 จุด สามารถจับกุมผู้ต้องหา 4 ราย และยังอยู่ระหว่างติดตามจับกุมอีก 3 ราย ในความผิดฐานสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน อันมีมูลเหตุมาจากการกระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ผ่านเว็บไซต์ผิดกฎหมาย พร้อมตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดจำนวนมาก และได้มีการอายัดสถานที่บางแห่งไว้เพื่อตรวจสอบเพิ่มเติม

สืบเนื่องจากเมื่อปี พ.ศ. 2563 กรมสอบสวนคดีพิเศษสืบสวนคดีเกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ของเว็บเถื่อนชื่อดัง ซึ่งมีผู้เข้าชมเฉลี่ยกว่า 25 ล้านคนต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายจากการละเมิดลิขสิทธิ์ประมาณ 4.5 พันล้านบาทต่อเดือน โดยการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐานร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้า ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานในคดีฟอกเงิน มีผู้ต้องหาจำนวน 2 ราย ทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมและบริหารเว็บไซต์ในเครือทั้งหมด และดูแลบริหารจัดการเส้นทางการเงิน ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาคดีในชั้นอัยการ

ต่อมา ในปี พ.ศ. 2567 อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มีคำสั่งอนุมัติให้ดำเนินการสอบสวนเป็นคดีพิเศษ ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 จากการสืบสวนสอบสวนพบพยานหลักฐานเพียงพอเชื่อได้ว่ามีผู้ร่วมกระทำความผิด จำนวน 7 ราย และศาลอาญาได้อนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 7 ราย เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569

จากการสืบสวนสอบสวนพบว่า กลุ่มผู้ต้องหามีการแบ่งหน้าที่กันทำเป็นอย่างเป็นระบบ มีลักษณะเป็นขบวนการตั้งแต่การบริหารจัดทำเว็บไซต์ในเครือทั้งหมด ผู้บริหารจัดการเส้นทางการเงิน ผู้ดูแลระบบและด้านเทคนิค (แอดมิน) การประสานงานด้านโฆษณา ประชาสัมพันธ์ชักชวนให้ประชาชนเข้าชมเว็บไซต์ การเชื่อมโยงโฆษณาเว็บไซต์การพนันออนไลน์เข้ากับเว็บไซต์ภาพยนตร์ดังกล่าว ก่อนจะนำรายได้ที่ได้จากการกระทำความผิดไปจัดหาบัญชีธนาคารและบัญชีสินทรัพย์ดิจิทัล (คริปโตเคอร์เรนซี) ในการรับและโอนเงิน ที่มีลักษณะการฟอกเงิน และผู้ถือครองทรัพย์สินแทนในลักษณะบัญชีนอมินี

ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด และจะประสานความร่วมมือกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อย่างใกล้ชิด รวมถึงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อพิจารณาดำเนินการปิดกั้นเว็บไซต์ที่เข้าข่ายกระทำความผิดในลักษณะดังกล่าวต่อไป

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก กรมสอบสวนคดีพิเศษ