จากกรณีครอบครัวของทารกวัย 5 วัน ออกมาร้องเรียนถึงการเสียชีวิตของลูกน้อยอย่างมีเงื่อนงำ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่ามีการจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ภายในห้อง ICU เด็กของโรงพยาบาลอ่างทอง จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างกว้างขวาง
ล่าสุด ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอ่างทอง พร้อมทีมแพทย์ผู้รักษา และตัวแทนสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) อ่างทอง ได้ร่วมกันแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงในมุมของโรงพยาบาล
โรงพยาบาลระบุว่า มารดาของทารกมีโรคประจำตัวคือโรคเบาหวานที่เป็นมาก่อนตั้งครรภ์ และโรคความดันโลหิตสูง อีกทั้งยังมีภาวะน้ำเดินก่อนคลอด ส่งผลให้ทารกคลอดก่อนกำหนดที่อายุครรภ์ 36 สัปดาห์ เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมีน้ำหนักแรกคลอดถึง 4,300 กรัม ซึ่งถือว่ามีน้ำหนักมากกว่าปกติ
กุมารแพทย์อธิบายว่า ภาวะเบาหวานของมารดาทำให้ระดับน้ำตาลกลูโคสผ่านสายสะดือไปกระตุ้นการเจริญเติบโตของทารก จึงทำให้เด็กมีขนาดตัวใหญ่ผิดปกติ
หลังคลอดเพียง 1 ชั่วโมง ทารกเริ่มมีอาการหายใจเร็ว หายใจลำบาก และมีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ ก่อนแพทย์จะวินิจฉัยว่าป่วยด้วยภาวะความดันเลือดในปอดสูง (PPHN) ซึ่งเป็นโรครุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง โดยแพทย์ระบุว่าหลอดเลือดในปอดของเด็กหนาตัวจากผลกระทบของโรคเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์
ทีมแพทย์ยืนยันว่าได้ให้การรักษาตามมาตรฐานอย่างเต็มที่ ทั้งการให้ออกซิเจน การใช้เครื่องช่วยหายใจความถี่สูง การให้ยาเพิ่มความดันโลหิตถึง 4 ชนิด และปรึกษากุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลแม่ข่ายอย่างต่อเนื่อง
ส่วนประเด็นที่ไม่มีการส่งต่อไปรักษายังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่า โรงพยาบาลชี้แจงว่า ได้ประเมินร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้วเห็นว่าการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูง อาจเสียชีวิตระหว่างทาง จึงตัดสินใจรักษาต่อที่โรงพยาบาลอ่างทอง
สำหรับประเด็นการจัดเลี้ยงภายในห้อง ICU เด็ก ผู้อำนวยการโรงพยาบาลยอมรับว่า เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม มีเจ้าหน้าที่จัดกิจกรรมรับประทานอาหารร่วมกันจริง เพื่อแสดงความยินดีกับพนักงานใหม่ แต่ไม่ได้มีการขออนุญาตจากผู้อำนวยการโรงพยาบาลล่วงหน้า โดยตนเพิ่งทราบเรื่องภายหลัง และยอมรับว่าเป็นข้อบกพร่องในการกำกับดูแล
โรงพยาบาลชี้แจงเพิ่มเติมว่า กิจกรรมดังกล่าวไม่ใช่งานเลี้ยงขนาดใหญ่หรือการจัดโต๊ะจีน แต่เป็นการสั่งอาหารมารับประทานร่วมกันในช่วงพัก ใช้โต๊ะประมาณ 4 ตัว ใช้เวลาสั้น ๆ และไม่มีการใช้ไมโครโฟน
อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลยอมรับว่าไม่เหมาะสมที่มีการนำอาหารจากภายนอกเข้ามาในพื้นที่โดยไม่ได้เปลี่ยนรองเท้าตามมาตรการควบคุมการติดเชื้อ พร้อมยืนยันว่าพื้นที่รับประทานอาหารแยกจากพื้นที่ผู้ป่วยด้วยม่านพลาสติกใสที่กั้นตั้งแต่เพดานเกือบถึงพื้น ขณะที่เด็กอยู่ภายในตู้อบ และไม่มีบุคคลภายนอกเข้าไปสัมผัสตัวเด็กหรือเปิดตู้อบแต่อย่างใด
นอกจากนี้ ยังระบุว่าระหว่างการรับประทานอาหาร มีพยาบาล 3 คนไม่ได้ร่วมกิจกรรม เพื่อเฝ้าดูแลผู้ป่วยวิกฤตตลอดเวลา ส่วนกล้องวงจรปิดมีเพียงบริเวณหน้าประตูทางเข้าและจุดเปลี่ยนรองเท้า แต่ไม่มีติดตั้งภายในห้องผู้ป่วย
ด้านกุมารแพทย์ยืนยันว่า การติดเชื้อแบคทีเรียในทารกแรกเกิดต้องเกิดจากการสัมผัสโดยตรง ไม่ใช่การแพร่กระจายทางอากาศแบบโรคโควิด-19 จึงประเมินว่าการรับประทานอาหารของเจ้าหน้าที่ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เด็กติดเชื้อ
แพทย์ระบุว่า ความเสี่ยงในการติดเชื้อของเด็กน่าจะมาจากภาวะน้ำเดินก่อนคลอดของมารดา ซึ่งทีมแพทย์ได้ให้ยาปฏิชีวนะป้องกันตามแนวทางการรักษาตั้งแต่แรกเกิดแล้ว
ส่วนสาเหตุการเสียชีวิต แพทย์ระบุว่าเกิดจากภาวะ PPHN ที่มีความรุนแรงและดำเนินโรคอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งวันที่ 21 กรกฎาคม เวลา 10.11 น. เด็กไม่มีสัญญาณชีพ ทีมแพทย์ได้ทำ CPR ช่วยเหลือทันที แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ก่อนประกาศเสียชีวิตในเวลา 10.15 น. โดยย้ำว่าจะต้องรอผลการชันสูตรอย่างเป็นทางการเพื่อยืนยันสาเหตุอีกครั้ง
สำหรับข้อสงสัยเรื่องสภาพศพ โรงพยาบาลชี้แจงว่า กรณีที่ครอบครัวเข้าใจว่ากะโหลกศีรษะยุบ เกิดจากการที่พยาบาลต้องโกนผมบริเวณศีรษะเพื่อหาเส้นเลือดสำหรับให้ยา เนื่องจากเด็กมีขนาดตัวใหญ่และอาการวิกฤต เมื่อโกนผมแล้วอาจทำให้มองเห็นรูปศีรษะชัดขึ้นจนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยยืนยันว่าไม่พบกะโหลกศีรษะแตกหรือยุบจากการตรวจร่างกาย
ส่วนประเด็นต้นขาหัก โรงพยาบาลยืนยันว่าตรวจร่างกายอย่างละเอียดแล้ว ไม่พบร่องรอยกระดูกต้นขาหรือข้อเท้าหักตามที่มีการกล่าวอ้าง
ขณะที่อาการร่างกายบวม แพทย์อธิบายว่าเป็นผลจากภาวะเจ็บป่วยรุนแรง ทำให้สารน้ำรั่วออกจากหลอดเลือดไปสะสมตามเนื้อเยื่อ ประกอบกับเด็กต้องนอนนิ่งและใช้เครื่องช่วยหายใจ จึงทำให้เกิดอาการบวม ซึ่งยืนยันว่าการให้น้ำเกลือและการรักษาเป็นไปตามมาตรฐานทางการแพทย์
ในส่วนของการตรวจสอบ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอ่างทองได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงแล้ว หากพบว่าการจัดกิจกรรมรับประทานอาหารในพื้นที่ ICU ไม่เหมาะสม ก็จะมีการพิจารณาดำเนินการทางวินัยกับผู้ที่เกี่ยวข้องตามระเบียบ
ด้านผู้อำนวยการโรงพยาบาลยืนยันว่า โรงพยาบาลไม่มีแนวคิดที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีกลับครอบครัวผู้สูญเสีย เนื่องจากเข้าใจถึงความเจ็บปวดของพ่อแม่ พร้อมระบุว่าขณะนี้โรงพยาบาลและบุคลากรกำลังเผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จึงขอให้สังคมรับฟังข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย
ทั้งนี้ โรงพยาบาลได้ส่งทีมเยียวยาจิตใจเข้าไปดูแลครอบครัวผู้สูญเสีย และประสานโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่ เพื่อติดตามดูแลสุขภาพและโรคประจำตัวของมารดาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงยังต้องรอผลการชันสูตรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป.